ReadyPlanet.com
dot dot


dot
รายการสินค้า
dot
bulletสินค้าทั้งหมด
bulletBest Seller
bulletNew Arrival
dot
ตะกร้าสินค้า
dot
จำนวน : 0 ชิ้น
ราคา : 0.00
bullet ดูสินค้า
bullet ชำระเงิน
bulletแจ้งโอนเงิน
bulletตรวจสอบสถานะ order
bulletตรวจสอบสถานะพัสดุ
dot
สอบถามข้อมูล
dot
bulletวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ
bulletวิธีการสั่งซื้อสินค้า
dot
เรื่องของคน มีบุตรยาก
dot
bulletมีบุตรยาก คืออะไร
bulletคุณมีบุตรยากหรือไม่
bulletอยากมีลูก ทำไงดี
bulletสารพัดวิธีรักษา
bulletหาหมอที่ไหนดี
bulletค่าใช้จ่ายในการรักษา
bulletยากระตุ้นไข่
bulletสารพันปัญหา
dot
รู้ไว้ใช่ว่า..
dot
bulletประจำเดือนผิดปกติ
bulletเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่
bulletอบเซาว์น่าทำให้มีลูกยาก
bulletขอบุตรบุญธรรม
bulletอ้วน..สาเหตุทำให้มีลูกยาก
bulletนมถั่วเหลือง
bulletนวดบำบัดโรค
bulletบทเรียนรักสะดุด
bulletดีหรือไม่ดี ถ้าจะมีลูกโทน
bulletกินอะไรช่วยได้
bulletGift เด็กสวรรค์
bulletฝังเข็มเพิ่มอสุจิ
bulletการบริจาคไข่ อสุจิ หรือตัวอ่อน
bulletเลือกเพศบุตรแบบธรรมชาติ
dot
ไม่ได้ด้วยแพทย์ ก็ขอด้วยมนต์
dot
bulletคำอธิษฐาน
bulletวิธีแก้สำหรับผู้ที่เคยทำแท้ง
dot
ประสบการณ์ล่าฝัน
dot
bulletวันที่เฝ้ารอ
bulletก่อนจะถึงลูกสาวสุดสวย
bullet .. 2 hearts ..
weneedbaby
dot
ให้กำลังใจ
dot
bulletการเกิดเป็นมนุษย์
bulletสวรรค์ของคนไม่มีลูก
bulletปัญหาคาใจ คนไม่มีบุตร
bulletมีบุตรแบบเหนือธรรมชาติ
bullet40 ยังแจ๋ว
bulletข้อคิดจากคุณหมอ
dot
Sponsor Links
dot
bulletศูนย์รวมฟิล์มทุกชนิด
bulletฟิล์ม v-kool
bulletของใช้สำหรับ แม่และเด็ก
bulletการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
bulletBangkok Hostel
bulletร้านนมแม่
bulletbeing-mom
bulletชุดคลุมท้อง
bulletBussaba Bangkok Boutique Hotel Suvarnabhumi Airport


มีบุตรยาก,weneedbaby
คำนวณโอกาสในการตั้งครรภ์


Gift เด็กสวรรค์


หยาดพิรุณ นุตสถาปนา

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2521 'หลุยส์ บราวน์' ได้ฤกษ์ถือกำเนิดขึ้นมา หนูน้อยกลายเป็นที่สนใจของคนไปทั่วโลก ใช่ว่าเธอจะมีรูปลักษณ์ผิดแผกไปจากเพื่อนร่วมสายพันธุ์ แต่จุดเริ่มต้นชีวิตของเธอต่างหากที่เป็นความต่าง

บราวน์เป็นเด็กหลอดแก้ว (ไอวีเอฟ) คนแรกของโลก และเป็นสัญลักษณ์ความสำเร็จของวิทยาการทางการแพทย์ หนึ่งในความหวังสูงสุดของคู่สมรสที่ประสบปัญหา "มีบุตรยาก"

ผ่านมา 27 ปี "ไอวีเอฟ" ไม่ได้เป็นเพียงหนทางเดียวที่จะเติมเต็มชีวิตให้กับครอบครัว ยังมีเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์อีกหลายตัวที่สามารถบันดาลฝันให้กับคู่สมรสหลายๆ คู่ และหลายเทคโนโลยีที่ว่า มีอยู่ในไซเทคฉบับนี้แล้ว

ปัจจุบัน คู่สมรสจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหามีบุตรยาก บางคู่ โดยภายนอกทั้งสามีและภรรยาดูมีสุขภาพแข็งแรงและอยู่ในวัยที่สมบูรณ์ในการให้กำเนิดบุตร แต่ไม่ว่าจะเพียรพยายามอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้ความปรารถนาสมหวัง บางคู่สมรส สามีและภรรยามีอายุห่างกันมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายที่อายุมากขึ้นจะมีผลให้เชื้อชราภาพไปด้วยเสมอไป

ศ.นพ.สมบูรณ์ คุณาธิคม ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่าเฉพาะที่คลินิกมีบุตรยากของศิริราชก็มีมากถึงปีละกว่า 5 พันคนแล้ว โดยที่สาเหตุหลักๆ จะมาจากฝ่ายชายประมาณ 30-40% จากรังไข่ประมาณ 25% และจากท่อนำไข่ประมาณ 20%

คุณหมอบอกว่าสาเหตุการมีบุตรยากเป็นได้ทั้งจากฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ฝ่ายชายที่มีบุตรยากคือตัวอสุจิผิดปกติ ทั่วไปเรียกว่าเชื้ออ่อน หรือไม่มีตัวเชื้อ อันนี้ชัดเจนตรวจได้ง่าย เพียงเอาน้ำอสุจิไปตรวจก็ทราบว่าเป็นสาเหตุที่ฝ่ายชายหรือไม่

ส่วนสาเหตุทางฝ่ายหญิงจะเริ่มตั้งแต่รังไข่ ตกไข่แล้วฮอร์โมนทำงานปกติไหม ท่อนำไข่อุดตันหรือเปล่า มดลูกมีความผิดปกติ เช่นมีเนื้องอก หรือโพรงมดลูกผิดปกติ ลงมาจนถึงปากมดลูก ในช่วงตกไข่เหมาะสมที่อสุจิจะว่ายขึ้นไปไหม จนกระทั่งแม้แต่ความพิการทางช่องคลอด เช่น ช่องคลอดตันมาตั้งแต่กำเนิด

สาเหตุอื่นๆ ที่เจอได้เป็นส่วนน้อย ก็เช่นการมีภูมิต้านทานผิดปกติ หรือการที่เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ หรือแม้แต่ในบางคู่หาสาเหตุอธิบายสาเหตุไม่ได้ โดยทั่วไปแล้ว ปัญหาจะมาจากฝ่ายชาย 40% หญิง 40% ทั้งสองฝ่าย 10% และหาสาเหตุไม่ได้อีก 10%

สำหรับวิธีแก้ปัญหาภาวะมีบุตรยากในเบื้องต้น จะเริ่มด้วยการรักษาตามสาเหตุที่พบก่อน เช่น สาเหตุจากการตกไข่ ส่วนใหญ่จะใช้ยากระตุ้นไข่รักษาได้ หรือท่อนำไข่อุดตันถ้าเป็นไม่มากนัก ก็ผ่าตัดแก้ไขให้ แต่หากสาเหตุเกี่ยวกับทางฝ่ายชาย อย่างเชื้ออ่อน หรือในกรณีที่ไม่พบสาเหตุ ก็จะเริ่มต้นรักษาด้วยการเอาน้ำเชื้อมาคัดแยกเอาเฉพาะตัวที่แข็งแรงแล้วก็ฉีดเข้าโพรงมดลูกฝ่ายหญิง หรือที่เรียก ไอยูไอ (Intrauterine insemination : IUI) ซึ่งการรักษาตามสาเหตุสามารถช่วยให้เกิดการตั้งครรภ์ได้กว่า 50%

แต่หากในกลุ่มที่แก้ด้วยไอยูไอ 4-6 ครั้งแล้วยังไม่ประสบผล หรือกลุ่มที่ผ่าตัดแก้ไขไปแล้วให้เวลาประมาณ 6 เดือนแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ ก็จะมีการพิจารณานำเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มาใช้

หลากเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์

เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กิฟท์ (Gamete intrafallopian transfer : GIFT) กับไอวีเอฟ (in vitro fertilization : IVF) คือ การปฏิสนธินอกร่างกาย หรือที่เรียกว่าเด็กหลอดแก้ว

อาจารย์หมอบอกว่าทั้งสองกลุ่มจะมีวิธีรักษาเริ่มต้นเหมือนกัน เริ่มจากการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นไข่ทุกวัน เพื่อให้ได้ไข่จำนวนมาก โดยเฉลี่ยแล้วต้องฉีดประมาณ 8-12 วัน ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของแต่ละคน หลังจากฉีดยาไปได้ประมาณ 5-6 วัน แพทย์ก็จะนัดมาตรวจอัลตราซาวด์ช่องคลอด ติดตามดูการเจริญเติบโตของไข่ว่ามีจำนวนเท่าไร และโตแค่ไหนแล้ว

"เราจะถือว่าไข่สุกเต็มที่แล้ว ก็ต่อเมื่อมีไข่อย่างน้อยสองใบโตเกิน 18 มิลลิเมตร จากนั้นเราก็จะฉีดฮอร์โมนให้อีกตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายของการกระตุ้นไข่สุก หลังจากนั้น 36 ชั่วโมงเราก็จะนัดมาเจาะไข่ วันเดียวกันก็ต้องนัดสามีมาเก็บน้ำเชื้อด้วย เจาะไข่มาแล้ว พร้อมกับเชื้ออสุจิของสามีที่เตรียมเสร็จ ก็จะเอาใส่กลับเข้าไปคืนในท่อนำไข่ วิธีนี้จะเรียกว่าการทำกิฟท์"

จุดนี้เองที่ทำให้ ‘กิฟท์’ กับ ‘ไอวีเอฟ’ ต่างกัน เพราะผู้ที่ทำกิฟท์จะต้องเข้าห้องผ่าตัด วางยาสลบ เจาะส่องกล้องเข้าไป และเจาะรูอีกสองรู เพื่อเอาไข่กับตัวอสุจิใส่กลับเข้าไปที่ท่อนำไข่ ขณะที่ไอวีเอฟ จะเป็นการเจาะไข่ออกมาและเชื้ออสุจิที่เตรียมเสร็จ แล้วเอามาเลี้ยงในตู้อบ 37 องศาเซลเซียส มีคาร์บอนไดออกไซด์ 5% ปล่อยให้ไข่และอสุจิผสมกันเอง เป็นการปฏิสนธินอกร่างกาย หรือที่เรารู้จักดีว่าเป็นการทำเด็กหลอดแก้ว

"เราจะเลี้ยงประมาณ 2-3 วัน ถ้าตัวอ่อนมีการผสม จะแบ่งตัวไปเป็นระยะ 4-8 เซลล์ จากนั้นก็เอาตัวอ่อนใส่กลับทางช่องคลอดไปที่โพรงมดลูก วิธีนี้ไม่ต้องส่องกล้อง ไม่ต้องเจาะท้อง ไม่ต้องเข้าห้องผ่าตัด ทำเสร็จนอน 1-2 ชั่วโมงก็กลับบ้านได้" คุณหมอเพิ่มเติม

แต่หากตัวอ่อนอยู่ในระยะที่เริ่มแบ่งเซลล์ คือ ตัวอ่อนระยะ 1 เซลล์ แล้วนำมาใส่เข้าในท่อนำไข่ ซึ่งอาจใส่ผ่านทางช่องคลอดหรือการเจาะหน้าท้อง ก็จะเรียกว่า 'ซิฟท์' (Zygote Intrafollopian Transfer : ZIFT)

สำหรับอัตราการตั้งครรภ์ของสองวิธีนั้น ในช่วงแรกกิฟท์จะอยู่ที่ 30% ขณะที่เด็กหลอดแก้วจะประมาณ 15-20% แต่ตอนหลังเนื่องจากน้ำยาในการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน การควบคุมระบบเพาะเลี้ยงดีขึ้น อัตราการตั้งครรภ์ไอวีเอฟก็เริ่มสูงขึ้นจนมาใกล้เคียงกับกิฟท์ สถิติจากศิริราชระบุว่า ในช่วงแรกกิฟท์ต่อไอวีเอฟ จะอยู่ที่ประมาณ 7:3 แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 1:9 ส่วนหนึ่งที่ไอวีเอฟสูงขึ้น ก็เพราะไม่ต้องเสี่ยงต่อการดมยาสลบ และการผ่าตัดนั่นเอง

รู้จักกับ ‘บลาสโตซิสต์’

นอกจากกิฟท์ และไอวีเอฟแล้ว บางคนอาจเคยได้ยินคำว่า 'บลาสโตซิสต์' (Blastocyst) คุณหมอช่วยขยายความให้ว่า ขั้นตอนรักษาไม่เปลี่ยนแปลง แต่จะต่างตรงที่ตอนเลี้ยงตัวอ่อนแทนที่จะเลี้ยง 2-3 วัน ให้ได้ระยะ 4-8 เซลล์แล้วใส่กลับ ก็จะเลี้ยงต่อให้ถึง 9 วัน จนถึงระยะบลาสโตซิสต์ แล้วค่อยใส่กลับในโพรงมดลูก

"อัตราการตั้งครรภ์ของบลาสโตซิสต์จะสูงกว่าที่ 40-50% แต่มีข้อจำกัดว่าตัวอ่อนเพียงบางส่วนเท่านั้นที่สามารถเลี้ยงไปได้จนถึงระยะบลาสโตซิสต์ หมายความว่าตัวอ่อน 10 ตัวอาจเลี้ยงไปถึงระยะดังกล่าวแค่ 5-6 ตัว บางตัวจะตายก่อน"

ไม่แปลกที่อัตราจะสูงกว่า เพราะตัวอ่อนระยะบลาสโตซิสต์เป็นระยะฝังตัว หากพ้นช่วงนี้ไปแล้ว ตัวอ่อนก็จะไม่ฝังตัว แต่การที่จะเลี้ยงตัวอ่อนให้ไปถึงระยะบลาสโตซิสต์ได้ ต้องขึ้นอยู่กับแพทย์ด้วย เพราะตัวอ่อนของบางคนอาจไม่เหมาะที่จะเลี้ยงต่อไปจนถึงขั้นนั้น ดีไม่ดีก็อาจไม่ท้องก็เป็นได้

ช่วยอสุจิเจาะไข่ด้วย ‘อิ๊กซี่’

ข้ามกลับมาดูฝ่ายสามีที่ตกอยู่เข้าข่ายมีน้ำเชื้อผิดปกติอย่างมากกันบ้าง คนกลุ่มนี้จะมีจำนวนอสุจิน้อยกว่า 5 ล้านตัวต่อซีซี อัตราเคลื่อนไหวน้อยกว่า 20% และมีตัวลักษณะปกติน้อยกว่า 10% หากคิดจะใช้วิธีไอวีเอฟเพียงลำพังไม่ได้ผลแน่ เพราะตัวอสุจิไม่สามารถเจาะเข้าไปในไข่ผสมได้เอง จึงต้องมอบให้เทคโนโลยี ‘อิ๊กซี่’ (Intracytoplastic sperm injection : ICSI) เป็นผู้จัดการแทน

‘อิ๊กซี่’ เป็นการฉีดอสุจิเพียงหนึ่งตัวเข้าไปในเซลล์ไข่ โดยขั้นตอนแรกของการรักษาจะเหมือนกับวิธีอื่นๆ เริ่มด้วยการกระตุ้นไข่ ติดตามการเติบโตของไข่ เจาะไข่ออกมา เรียกสามีมาเก็บน้ำเชื้อ แต่แทนที่จะเอาไข่กับอสุจิมาผสมกันแล้วไปเลี้ยงในตู้อบเลย ก็จะนำมาผ่านเครื่องจุลหัตถการ (Micromanipulator) โดยใช้เข็มแก้วเล็กๆ ดูดอสุจิตัวหนึ่งฉีดเข้าไปในไข่ใบหนึ่ง วิธีนี้อสุจิมีจำนวนน้อยแค่ไหนก็ไม่เป็นปัญหา หลังจากฉีดเสร็จแล้วก็จะนำไปเลี้ยงต่อในตู้อบ 2-3 วัน หรือไปจนถึงระยะบลาสโตซิสต์

วิธีการนี้สามารถช่วยเหลือชายที่ไม่สามารถมีลูกเองได้ ซึ่งสมัยก่อนคนกลุ่มนี้จะต้องพึ่งอสุจิของคนอื่น จึงเป็นสาเหตุที่ต้องมีการจัดตั้งธนาคารอสุจิขึ้นมารองรับ

แต่อะไรก็คงไม่เลวร้ายเท่าการที่ชายบางคนไม่มีตัวอสุจิออกมาเลย มีแต่น้ำเชื้อแต่ไร้ซึ่งตัวอสุจิ อาจารย์หมอบอกว่าในบ้านเราเจอกรณีนี้ได้ประมาณ 5%

"กลุ่มนี้ในปัจจุบันก็ช่วยได้ โดยเข้าไปเอาอสุจิออกมาจากในอัณฑะโดยตรง ตัวไหนเคลื่อนไหวได้เราก็เอามาทำอิ๊กซี่ ฉีดเข้าไปในไข่ การเอาอสุจิจออกมาทำได้สองวิธี คือใช้เข็มเล็กๆ ไปดูดจากท่อน้ำเชื้อส่วนต้น หรือ มีซ่า (Microscopic Epididymal Sperm Aspiration : MESA) แต่พวกนี้ดูดยากเพราะท่อเล็ก จึงอาจต้องตัดอัณฑะให้เป็นแผลเล็กๆ ประมาณครึ่งเซนติเมตร แล้วเอาเนื้ออัณฑะออกมาหาอสุจิ หรือที่เรียกว่า เทเซ่ (Testicular sperm injection : TESE)”

แม่อุ้มบุญเจ้าปัญหา

แต่หากฝ่ายหญิงไร้รังไข่ในตัว หรือเจอปัญหารังไข่ไม่ทำงาน อาจเพราะหมดระดูก่อนวัยอันควร ก็อาจต้องขอบริจาคไข่จากบุคคลอื่น ซึ่งไม่ง่ายเหมือนอสุจิ เพราะคนที่บริจาคไข่ต้องมาฉีดฮอร์โมนกระตุ้น เรียกว่าเจ็บตัวเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่เพื่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด จึงมีการกำหนดว่าการบริจาคไข่จะต้องไปขอจากญาติที่มีลูกแล้ว เพื่อป้องกันการแย่งเป็นแม่ของลูกในภายหลัง

โดยวันที่เจาะไข่ผสมกับอสุจิเสร็จ และเป็นตัวอ่อนแล้ว ก็จะใส่กลับเข้ามดลูกของภรรยา และคลอดลูกออกมาด้วยตัวเอง ดูเหมือนว่าปัญหาจะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกรณีที่ฝ่ายหญิงมีรังไข่ แต่ไม่มีมดลูก พออยากมีลูกก็อาศัยการ ‘อุ้มบุญ’ แทน

"การอุ้มบุญ คือ การไปฝากคนอื่นตั้งครรภ์แทน เริ่มต้นด้วยการกระตุ้นรังไข่ พอไข่ออกมาผสมกับอสุจิ ตัวอ่อนนั้นก็ไปฝากมดลูกคนอื่น พอคลอดปัญหาตามกฎหมายจะเกิดทันที เพราะกฎหมายเมืองไทยเขียนไว้ว่าหญิงที่คลอดเป็นมารดา แต่เด็กนั้นถ้าเรามาตรวจดีเอ็นเอ พ่อแม่ที่แท้จริงคือคนที่เป็นเจ้าของอสุจิและไข่ ตอนนี้กำลังมีการร่างกฎหมายใหม่ที่จะให้มีการยอมรับเรื่องพันธุกรรมเข้าไว้ด้วย" อาจารย์หมอให้ข้อมูล และบอกว่าในกลุ่มไอวีเอฟ การทำอิ๊กซี่กับเทเซจะเยอะประมาณ 30-40% ขณะที่กลุ่มที่ใช้อสุจิหรือไข่บริจาค กับการตั้งครรภ์แทนจะมีน้อย

ตัวอ่อนที่เหลือไปไหน

หลังจากได้ลูกสมใจ แล้วตัวอ่อนที่เหลือล่ะจะไปอยู่ไหน เพราะโดยปกติแล้วตอนกระตุ้นไข่ ไข่จะได้ออกมาเยอะมาก และเมื่อผสมเป็นตัวอ่อนแล้วจะใช้ใส่กลับไม่เกิน 3 ใบ

"ตัวอ่อนที่เหลือเราจะแช่แข็งไว้ในไนโตรเจนเหลว -196 องศาเซลเซียส" อาจารย์หมอให้คำตอบ และว่าสามารถเก็บไว้ได้นาน 5 ปี โดยที่ไม่มีปัญหาเรื่องการฝังตัว ถ้าต้องการมาใช้ต่อ ก็แค่นำมาอุ่นแล้วเอามาใส่ แต่หากเก็บไว้นานกว่านี้ คุณภาพก็อาจจะต่ำลง เพราะเก็บไว้นานๆ พออุ่นเกลับมาไม่ใช่ว่าจะรอดได้ทุกตัว

แล้วหากไม่มีเจ้าของมาติดต่อล่ะจะทำอย่างไร ทางออกที่เป็นไปได้ก็คือโรงพยาบาลจะกำหนดให้เจ้าของตัวอ่อนต้องมาติดต่อทุกปี เพราะการแช่แข็งตัวอ่อนมีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะต้องเซ็นใบยินยอมยืนยันการติดต่อ โดยหากขาดการติดต่อก็จะยินดียกตัวอ่อนให้ทำวิจัย แต่คุณหมอบอกว่าในความเป็นจริงแล้ว แม้จะไม่มีเจ้าของมาสนใจ แพทย์ก็จะเก็บตัวอ่อนไปเรื่อยๆ ไม่ทำลายจนสุดกำลังที่จะรับได้

เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ภาคต่อ

มาถึงตรงนี้แล้ว คงคลายใจให้คู่สมรสบางคู่ได้บ้าง แต่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้ ยังมีเทคโนโลยีมาแรงที่หลายฝ่ายกำลังจับตา นั่นคือ "การวินิจฉัยตัวอ่อนก่อนการฝังตัว" หรือ "พีจีดี" (Pre-implantation genetic diagnosis : PGD)

"พ่อแม่บางคนมีพันธุกรรมที่ผิดปกติ ในปัจจุบันตั้งครรภ์ก่อนแล้วถึงจะเจาะเอาน้ำคร่ำ หรือเลือดจากสายรกมาตรวจ ถ้าผิดปกติก็ทำแท้งเอาเด็กออก ซึ่งส่งผลต่อจิตใจคู่สมรสอย่างมาก แต่ด้วยเทคโนโลยีนี้ จะช่วยวินิจฉัยก่อนตั้งครรภ์ ก่อนตัวอ่อนจะฝังตัว คือ พอตัวอ่อนเลี้ยงมาได้สองวันในระยะ 8 เซลล์ เราก็จะสะกิดที่เปลือกของตัวอ่อนให้เป็นรู แล้วเอาเซลล์ออกมาสัก 2-3 เซลล์ออกมาศึกษาก่อนว่าผิดปกติไหม"

อาจารย์หมอบอกว่า ถ้าตัวอ่อนผิดปกติหมายถึงเป็นโรคก็ทิ้งไป แต่ถ้าปกติก็ใส่กลับโพรงมดลูก โอกาสที่เด็กจะเกิดมาพิการก็จะลดลง โดยเฉพาะโรคธาลัสซีเมียที่บ้านเราเป็นกันเยอะมาก

นอกจากนี้ "โคลนนิง" (Cloning) ก็เป็นอีกเทคโนโลยีมองข้ามไม่ได้ แม้ข้อสรุปจะยังไม่ปรากฏว่า "ควรหรือไม่ควรแตะ" ก็ตาม

โคลนนิงแยกได้เป็นสองอย่าง ได้แก่ การโคลนนิงเพื่อการเจริญพันธุ์ คือการสร้างตัวอ่อนขึ้นมาใหม่ ด้วยการเอาเข็มไปดูดเอานิวเคลียสออกมาจากไข่ และเอาเซลล์จากใครก็ตาม เอานิวเคลียสของเซลล์นั้นใส่กลับเข้ามา แล้วเอาไปผ่านสารให้มันหลอมรวมกันแล้วเลี้ยงต่อให้แบ่งตัว จากนั้นก็ใส่กลับเข้าไปในโพรงมดลูก

ขณะที่การโคลนนิงเพื่อการรักษา จะเป็นการสร้างตัวอ่อนขึ้นมา เพื่อใช้ประโยชน์เซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ ด้วยการใช้สารบางอย่างไปควบคุมให้สเต็มเซลล์ไปเปลี่ยนเป็นเซลล์หรือเนื้อเยื่อตามที่ต้องการเพื่อเอาไปใช้ทดแทนเนื้อเยื่อหรืออวัยวะผิดปกติของคนนั้นๆ

อาจารย์หมอมองว่าในปัจจุบันการโคลนนิงเพื่อเจริญพันธุ์ไม่สมควรทำ เพราะยังไม่รู้ว่าตัวอ่อนที่สร้างมาใหม่จะมีความพิการ และมีความผิดปกติได้มากแค่ไหน นอกจากนี้ การสร้างมนุษย์ขึ้นมาใหม่โดยไม่ผ่านการปฏิสนธิของไข่และอสุจิ ไม่เป็นยอมรับทางจริยธรรม เพราะแม้แต่แกะดอลลี่เอง ก็มีโรครุมเร้าตามมามากมายจนเสียชีวิตในที่สุด

แต่การโคลนเพื่อบำบัดถือเป็นความหวังที่จะช่วยรักษาผู้ป่วยโรคร้ายต่างๆ ให้หายได้ อาทิ ผู้ป่วยที่กล้ามเนื้อหัวใจตาย และต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ซึ่งหาไม่ได้ง่ายๆ ก็อาจใช้วิธีนี้พัฒนาเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจากสเต็มเซลล์ขึ้นมาทดแทนได้

โคลนนิงดีหรือไม่..?

คุณหมอเชื่อว่าไม่เกิน 5 ปี น่าจะได้เห็นความชัดเจนในการใช้สเต็มเซลล์รักษาโรค แม้ขณะนี้จะยังไม่สามารถบังคับให้สเต็มเซลล์เติบโตไปเป็นได้ทุกอวัยวะก็ตาม แต่ในบางโรคก็อาจมีฝันที่เป็นจริงได้

"มีหลายคนไม่สบายใจในแง่ของจริยธรรม คิดว่าวิธีการดังกล่าวเป็นการทำลายตัวอ่อน ซึ่งมันก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ แม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปแต่การโคลนนิงเพื่อบำบัด ผมว่าน่าจะเป็นการยอมรับกันได้ง่ายกว่า"

นอกจากนี้ อาจารย์หมอยังบอกอีกว่าการโคลนนิงเพื่อการเจริญพันธุ์ในแง่ของผู้มีบุตรยาก ก็อาจเป็นจริงได้หากวิธีการดังกล่าวเป็นที่ยอมรับ

"บางคนฉีดฮอร์โมนกระตุ้นไข่แล้ว แต่ก็ยังได้ไข่น้อยมาก พอมาผสมกับอสุจิก็ได้ตัวอ่อนใบเดียว โอกาสตั้งครรภ์จะต่ำ แต่ถ้าเราเลี้ยงตัวอ่อนไปจนถึง 4 เซลล์ แล้วเอาแต่ละเซลล์มาทำโคลนนิง หาไข่มาแล้วดึงนิวเคลียสออก เอานิวเคลียสของเซลล์ใส่เข้าไป ก็จะได้ตัวอ่อน 4 ใบ นั่นจะเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ของเขาได้ ตรงนี้น่าจะเป็นวิธีที่เราอาจจะยอมรับได้"

สาเหตุก็เพราะวิธีนี้ไม่ได้สร้างตัวอ่อนขึ้นมาจากเซลล์ตัวเต็มวัย (adult cell) เป็นการเอาเซลล์จากตัวอ่อนมาขยายให้เป็นตัวอ่อนในจำนวนมากขึ้น แต่ตรงนี้ยังค่อนข้างซับซ้อนอยู่ เพราะในทางการแพทย์ปัจจุบันยังไม่แน่ใจว่าตัวอ่อนที่ได้มาจะปกติ

อย่างไรก็ตาม คุณหมอสมบูรณ์ ฝากข้อแนะนำให้กับคู่สมรสสูงวัยที่อยากมีบุตรว่า ควรไปปรึกษาแพทย์ก่อนอายุ 40 ปี เพราะหากช้ากว่านี้จะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ซึ่งจะเป็นเรื่องยากมาก นอกจากนี้ ยิ่งอายุมาก คุณภาพของไข่ก็จะไม่ดีตามไปด้วย

สำหรับค่าใช้จ่ายในการรักษาจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ปริมาณฮอร์โมนที่ใช้ และการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน โดยหากดำเนินการในโรงพยาบาลรัฐก็จะตกราว 5-6 หมื่นกว่า ส่วนเอกชนไม่ต่ำกว่าแสนต่อครั้ง ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่กระตุ้นไข่ จนถึงขั้นใส่ตัวอ่อน แต่หากมีตัวอ่อนแช่แข็งอยู่แล้ว ครั้งต่อไปก็จะถูกลง

ได้ยินอย่างนี้แล้ว ก็อย่าปล่อยเวลาให้ล่วงเลย อยากมีก็รีบมีเสียแต่เนิ่นๆ เพราะแม้เทคโนโลยีสมัยนี้จะมหัศจรรย์จนยากจะทำใจให้เชื่อได้ แต่ถึงเวลานั้น คุณอาจต้องแลกความสุขที่หายไปกับเงินก้อนโตที่สะสมมาตลอดทั้งชีวิตก็เป็นได้

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/scitech/2005/0301/news.php?news=p1.html







Copyright © 2010 All Rights Reserved.

Home / แบบประเมินภาวะการมีบุตรยาก / รายชื่อคลีนิครักษาภาวะมีบุตรยาก  / คำนวณโอกาสในการตั้งครรภ์ / ตะกร้าสินค้า  / ติดต่อเรา / webboard

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-320-4799,02-721-3006, 081-446-8897


View My Stats