ReadyPlanet.com
dot dot


dot
รายการสินค้า
dot
bulletสินค้าทั้งหมด
bulletBest Seller
bulletNew Arrival
dot
ตะกร้าสินค้า
dot
จำนวน : 0 ชิ้น
ราคา : 0.00
bullet ดูสินค้า
bullet ชำระเงิน
bulletแจ้งโอนเงิน
bulletตรวจสอบสถานะ order
bulletตรวจสอบสถานะพัสดุ
dot
สอบถามข้อมูล
dot
bulletวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ
bulletวิธีการสั่งซื้อสินค้า
dot
เรื่องของคน มีบุตรยาก
dot
bulletมีบุตรยาก คืออะไร
bulletคุณมีบุตรยากหรือไม่
bulletอยากมีลูก ทำไงดี
bulletสารพัดวิธีรักษา
bulletหาหมอที่ไหนดี
bulletค่าใช้จ่ายในการรักษา
bulletยากระตุ้นไข่
bulletสารพันปัญหา
dot
รู้ไว้ใช่ว่า..
dot
bulletประจำเดือนผิดปกติ
bulletเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่
bulletอบเซาว์น่าทำให้มีลูกยาก
bulletขอบุตรบุญธรรม
bulletอ้วน..สาเหตุทำให้มีลูกยาก
bulletนมถั่วเหลือง
bulletนวดบำบัดโรค
bulletบทเรียนรักสะดุด
bulletดีหรือไม่ดี ถ้าจะมีลูกโทน
bulletกินอะไรช่วยได้
bulletGift เด็กสวรรค์
bulletฝังเข็มเพิ่มอสุจิ
bulletการบริจาคไข่ อสุจิ หรือตัวอ่อน
bulletเลือกเพศบุตรแบบธรรมชาติ
dot
ไม่ได้ด้วยแพทย์ ก็ขอด้วยมนต์
dot
bulletคำอธิษฐาน
bulletวิธีแก้สำหรับผู้ที่เคยทำแท้ง
dot
ประสบการณ์ล่าฝัน
dot
bulletวันที่เฝ้ารอ
bulletก่อนจะถึงลูกสาวสุดสวย
bullet .. 2 hearts ..
weneedbaby
dot
ให้กำลังใจ
dot
bulletการเกิดเป็นมนุษย์
bulletสวรรค์ของคนไม่มีลูก
bulletปัญหาคาใจ คนไม่มีบุตร
bulletมีบุตรแบบเหนือธรรมชาติ
bullet40 ยังแจ๋ว
bulletข้อคิดจากคุณหมอ
dot
Sponsor Links
dot
bulletศูนย์รวมฟิล์มทุกชนิด
bulletฟิล์ม v-kool
bulletของใช้สำหรับ แม่และเด็ก
bulletการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
bulletBangkok Hostel
bulletร้านนมแม่
bulletbeing-mom
bulletชุดคลุมท้อง
bulletBussaba Bangkok Boutique Hotel Suvarnabhumi Airport


มีบุตรยาก,weneedbaby
คำนวณโอกาสในการตั้งครรภ์


การเตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์ และการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI)

บทความนี้ยาว 21 หน้า อ่านจากหน้าเว็บอาจจะไม่สะดวก สามารถดาวน์โหลดไฟล์ไปพิมพ์อ่านเองได้ โดยคลิก download  ค่ะ

บทนำ

 

ปัจจุบันพบปัญหาผู้มีบุตรยากเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะคนในกรุงเทพฯ ที่ต้องทำงาน Office ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนั้น ที่พยายามหาวิธีที่จะมีลูกอยู่ถึง 5 ปี ไม่ว่าจะเป็นการฉีดเชื้อ 8 ครั้ง ทำเด็กหลอดแก้วอีก 4 ครั้ง, ครั้งสุดท้ายนี้เป็นครั้งที่พร้อมมากที่สุด เพราะเราทำการเก็บข้อมูลข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งเอาไว้ แล้วพยายามแก้ไขข้อผิดพลาดนั้น และคิดว่าข้อมูลต่างๆ ที่ได้มานั้น น่าจะมีประโยชน์กับผู้อื่นบ้าง ไม่มากก็น้อย จึงเขียนบทความนี้ขึ้นมา

                การทำเด็กหลอดแก้วแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2 แสนบาท ดังนั้นก่อนที่จะไปทำ จึงควรที่จะเตรียมความพร้อมให้ดีก่อน ไม่ควรรีบเร่ง หรือผลีผลามคิดว่าอยากจะทำแล้วก็ไปทำเลย โดยไม่สำรวจความพร้อมของตัวเองเสียก่อน เพราะอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายไปฟรีฟรี แต่ที่สำคัญที่สุด คงไม่ใช่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องกำลังใจที่บั่นทอนเราทำให้เราเป็นทุกข์เสียเหลือเกินมากกว่า

 

ข้อมูลต่อไปนี้ ไม่มีในทฤษฎีใดใด แต่เขียนขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัว ไม่ใช่เฉพาะเรื่องทางวิทยาศาสตร์หรือทางการแพทย์อย่างเดียว แต่มีเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น เรื่องของความเชื่อ และแพทย์แผนจีน ที่นำมาช่วยประกอบกัน ดังนั้นขอให้พิจารณานำไปใช้ตามความคิดเห็นของท่านหากหัวข้อใดท่านไม่สนใจ ก็สามารถข้ามไปได้เลย ไม่ต้องอ่านก็ได้นะคะ

 

ากการพูดคุยกับผู้ที่ไปทำเด็กหลอดแก้ว ก็พบว่ามีอีกจำนวนมาก ที่มีจำนวนครั้งในการทำเด็กหลอดแก้วมากกว่าเรา รวมถึงอายุของว่าที่คุณแม่ที่มากกว่า 40 ปีขึ้นไป ก็มีพอสมควร 46, 49 ปีก็มี และประสบความสำเร็จมาแล้ว ดังนั้น ผู้ที่อยากเป็นคุณแม่ อย่าเพิ่งท้อกันนะคะ สู้ สู้

 

Note: IVF กับ ICSI วิธีการหรือการเตรียมความพร้อมของว่าที่คุณแม่ ไม่ได้แตกต่างกันเลยนะคะ จะต่างกันแค่ขบวนการทางการแพทย์ ในขั้นตอนของการผสมไข่กับเชื้อเท่านั้นเองค่ะ… IVF จะให้อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ด้วยตัวเอง แต่ ICSI จะช่วยอสุจิในการเจาะเข้าไปในไข่ให้เลย ดังนั้นแม้ว่าอสุจิจะไม่มีแรงเจาะเอง ICSI ก็สามารถช่วยได้ค่ะ เหมาะสำหรับว่าที่คุณพ่อที่เชื้อน้อยและไม่ค่อยแข็งแรงค่ะ หรือบางทีบางท่านก็เลือกใช้ ICSI เลยแม้ว่าเชื้อจะแข็งแรงก็ตาม เพราะเอาชัวร์ว่าเจาะเข้าไปในไข่ได้ทุกใบแน่ๆ ค่ะ

 

ดังนั้นคำว่าเด็กหลอดแก้วในที่นี้จะหมายรวมถึงทั้ง IVF และ ICSI เลยนะคะ

 

เนื้อหา ขอแบ่งเป็น 6 ส่วนคือ

 

  1. เรื่องของความเชื่อ (สำหรับผู้ที่มีลูกง่าย ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่สำหรับผู้ที่ลูกยากๆ อาจจะต้องอาศัยเรื่องเหล่านี้เป็นพลังช่วยเสริมให้มีโอกาสมากขึ้นได้นะคะ)
  2. ใช้วิธีของแพทย์แผนจีนช่วยเพื่อเตรียมร่างกายก่อน
  3. การทานยาบำรุง/ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนเพื่อเตรียมตั้งครรภ์
  4. การดูแลตัวเองขณะทำเด็กหลอดแก้ว
  5. การดูแลตัวเองหลังจากการย้ายกลับตัวอ่อนเข้ามดลูกของแม่แล้ว
  6. การดูแลตัวเองในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
  7. การดูแลตัวเองในไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์
  8. การดูแลตัวเองในไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์
  9. แชร์ประสบการณ์ตอนแรกคลอด

 

 

 

  1. เรื่องของความเชื่อ
    1. การขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย

หากที่ผ่านมาขอลูกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ตามที่ผู้คนแนะนำมามากมาย จนแทบจำไม่ได้ว่าที่ไหนบ้าง ทั้งขอด้วยตนเอง และพ่อแม่ญาติพี่น้องช่วยขอให้ .... เป็นไปได้ว่าการขอแต่ละครั้งเราขอไม่เหมือนกัน หรือเราขอเหมือนกัน แต่ขอไม่เหมือนกับสามี คนอื่นขอให้ก็อาจจะขออีกแบบ จนสิ่งศักดิ์สสิทธิ์อาจจะสับสนว่าจะจัดให้แบบไหนดี ท่านอาจจะตกลงกันไม่ได้

 

วิธีแก้

1.     จุดธูป 38 ดอก ไหว้ในที่โล่ง และบอกว่า ข้าพเจ้าขอยกเลิกการบนขอลูกจากที่ต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นการขอด้วยตัวข้าพเจ้าเองหรือจากผู้อื่นขอให้ก็ตามตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สาธุ“ (จะพูดอย่างไรก็ตาม แต่ใจความประมาณนี้ หากทำพร้อมกับสามีได้ก็ดี) … (ทำไมต้องธูป 38 ดอกนั้นดิฉันเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่อ่านเจอใน Internet ค่ะ เลยทำตาม)

2.     เลือกสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สัก 1 ที่ ที่ตัวเราเองมีความศรัทธาจริงๆ ไม่ต้องถามใครให้ถามตัวเอง แล้วเขียนสคริปในการขอลูก ตามที่เราต้องการ แล้วตอนที่ไปบนขอลูก ให้ทั้งสามีและภรรยา พูดตามสคริป ท่านจะได้ไม่สับสน เพราะเราขอเหมือนกัน  และอย่าลืมเก็บสคริปไว้ด้วย จะได้แก้บนได้ถูกต้องตามที่ขอไว้

ตัวอย่างสคริปที่เราใช้ (ส่วนตัวจะนับถือองค์หลวงพ่อโสธร)

ลูกช้างขอองค์หลวงพ่อได้โปรดเมตตาประทานอภิชาตบุตรที่เลี้ยงง่ายๆ เป็นเด็กดี สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ฉลาดปราดเปรื่อง อวัยวะครบ 32 ไม่มีความผิดปกติทางด้านร่างการและสมอง ขออนุญาตให้อบรมสั่งสอนได้ มาเลี้ยงดูเป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูลสัก 2 คน ถ้าหากการบนครั้งนี้เป็นผลสำเร็จจะแก้บนด้วย (ตามที่ต้องการที่บน) “

 

    1. การดูช่วงจังหวะที่ดวงเราสมพงษ์กับเด็ก (ไม่ใช่การดูดวง เป็นการดูลักขณา ซึ่งจะเป็นจริงเสมอตามนั้น ให้คนที่ดูเป็นช่วยดู หรือดูจากหนังสือก็ได้)

ตอนแรกตัวเองก็ไม่เชื่อเท่าไหร่ น้องที่ Office ดูให้ว่า ช่วงเวลาที่ตรงกับเด็กที่สุดคือช่วง ปลาย Jul ถึงต้น Aug … เราก็รู้สึกว่าไกลไป เพราะตอนนั้นเพิ่งจะต้นปี ก็เลยไปทำเด็กหลอดแก้ว ครั้งที่ 3 ตอน Apr ผลคือไม่ติด และมาทำอีกทีครั้งที่ 4 ตอนปลาย Jul, และก็สำเร็จในครั้งนี้ เป็นครั้งแรก

 

 

กุศลกรรม หรือ อกุศลกรรม ที่เราทำ อาจจะส่งผลต่อตัวเราและลูกของเราได้ หากเราสร้างแต่กุศลกรรม เราก็จะได้รับแต่สิ่งที่ดีดี และมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยช่วยเหลือเราอยู่เสมอ

 

    1. ทำบุญกับเด็กให้มากๆ (แต่ต้องทำด้วยใจที่อยากจะทำนะ ไม่ใช่ทำเพราะต้องการผลตอบแทน เพราะจะทำให้ใจเราไม่ได้มีศรัทธา และก็จะไม่เกิดกุศลกรรม)

เช่น รับอุปการะเด็ก, เลี้ยงอาหารกลางวันเด็ก, ให้ทุนการศึกษาแก่เด็ก, ช่วยเหลือเด็กๆที่ต้องการความช่วยเหลือ เป็นต้น

 

    1. การสวดมนต์ และทำสมาธิ

บางคนที่ไม่เคยทำสมาธิ อาจจะไม่ชินและรู้สึกเป็นการยากอยู่สักหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ เอาแค่การสวดมนต์และแผ่เมตตาก็ได้ค่ะ ปัจจุบันหนังสือสวดมนต์มีเยอะแยะเต็มไปหมด ให้เอามาสวดก่อนนอน จะสวดกี่บท หรือจะสวดบทไหนบ้าง ก็ได้เลย แล้วแต่ตัวเราที่ทำแล้วไม่รู้สึกลำบากจนเกินไป การสวดมนต์จะทำให้เราสงบ ยิ่งถ้าหากทำสมาธิได้ด้วยก็จะยิ่งดี และที่สำคัญการสวดมนต์แผ่เมตตา จะทำให้เจ้ากรรมนายเวรของเราหมดเวรหมดกรรมต่อกัน และเป็นการสั่งสมบุญบารมี ซึ่งน่าจะส่งผลให้เรามีใจที่เป็นสุข และมีอภิชาติบุตรที่ดีได้ (จริงๆ แล้วก็เหมือนกับหลักจิตวิทยาทางการแพทย์เหมือนกัน เพราะเมื่อใจเป็นสุข สุขภาพร่างการก็จะสมบูรณ์แข็งแรงไปด้วยเหมือนกัน)

 

    1. การฟังเพลงธรรมะที่แสนไพเราะ

ปัจจับันมีผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาในทางธรรม ได้ช่วยการทำบทสวดมนต์เป็นเพลงบรรเลงที่ไพเราะมากๆ ให้เราสามารถที่จะ Download กันได้ฟรีๆ ที่ website: www.fungdham.comเราสามารถ download แล้วมาเปิดฟังก่อนนอนได้ สำหรับผู้ที่เครียดและกังวล และจิตใจค่อนข้างฟุ้งซ่าน จะช่วยได้เยอะค่ะ

 

    1. ฮวงจุ้ย

 

    1.  

 

 

 

ของเราก็ปรับไม่เยอะมาก เพราะที่บ้านมีน้ำตกจำลองอยู่ทิศครอบครัวพอดี แต่ไม่เคยเปิดเลย ก็เปิดให้มีน้ำไหลให้มีการเคลื่อนไหว แล้วก็ธาตุไฟน้อยก็ไปหาดอกไม้สีสีมาปลูกเพิ่ม ส่วนดิน ก็มีตุ๊กตาดินเผาแต่ดันมีตัวเดียว ก็เลยไปซื้อใหม่มาไว้เป็นคู่ ที่สำคัญ ทิศพลังของบ้านดันเป็นที่ตั้งของห้องน้ำ ทำให้น้ำชะพลังทิ้งไปหมด ก็ต้องแก้เคล็ดด้วยการเอากระถางต้นไม้ไปวางในห้องน้ำ ให้ช่วยดูดซับพลังเอาไว้ ไม่ให้ไหลไปกับน้ำหมด .., ทำเสร็จแล้วก็สบายใจ เราปรับแต่งฮวงจุ้ยเสร็จก่อนจะไปทำเด็กหลอดแก้วครั้งสุดท้ายแค่ไม่นานเอง

 

 

เรื่องบางเรื่องแพทย์แผนปัจจุบันก็ไม่สามารถที่จะช่วยได้ เช่น การทำรังไข่ให้แข็งแรง หรือการทำให้ไข่มีคุณภาพที่ดีขึ้น เคยปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์ก็แจ้งว่าไม่สามารถทำอะไรได้ คุณภาพไข่เป็นไปตามอายุที่มากขึ้นของเรา ทำอะไรไม่ได้ ไข่เกิดมาพร้อมกับตัวเรา ยิ่งอายุยิ่งมาก ไข่ก็ยิ่งคุณภาพด้อยลง

 

พอดีมีเพื่อนแนะนำหมอแมะที่นครปฐมให้  ขอบอกเลยว่าดีมากจริงๆ ต่างจากหมอแมะที่อื่นที่เคยไปหามา เพราะหมอจีนมักจะขายยาจีนไปด้วย และพอบอกว่าต้องการมีลูก เค้าก็จะแมะ และพูดเหมือนกันแทบทั้งหมดว่า ให้กินยาบำรุงมดลูก หรือมดลูกแห้ง แล้วก็ให้ยาบำรุงมดลูกมาทาน (แต่คงเหมารวมทั้งหมดไม่ได้ ที่ดีดีก็อาจจะมี แต่เผอิญเราไม่เจอ ก็คงต้องลองหาข้อมูลกันดู แต่ถึงอย่างไรก็ไม่เสียหายนะ เพราะยังไงซะมดลูกก็เป็นส่วนสำคัญ หากบำรุงแล้วดี ก็ดีอยู่แล้วล่ะ)

แต่หมอแมะที่นี่ เค้าไม่ได้ขายยาอะไร แมะอย่างเดียว แล้วเขียนใบสั่งยาให้ เราไปหาซื้อได้เองที่ร้านไหนก็ได้ ไม่เรียกค่าแมะด้วย ให้เราใส่ซองแล้วแต่จะให้  ส่วนผลการแมะของหมอที่นี่จะเฉพาะเจาะจงมาก เช่น รังไข่ด้านขวา เลือดน้อย ทำให้ไข่ไม่แข็งแรง, รังไข่อักเสบนิดหน่อย, มดลูกมีผังผืด หรือมีเลือกแห้งเกาะอยู่ เป็นต้น ส่วนผู้ชาย ก็จะบอกว่าเลือดร้อน ทำให้อสุจิอ่อนแอไม่แข็งแรง ต้องทานยาให้เลือดเย็นลง เป็นต้น

ส่วนยาจีน ก็มีร้านในตลาดนครปฐมแนะนำให้ จัดยาชำนาญมาก และราคาไม่แพงเท่าที่กรุงเทพ

ยาที่หมอจัดให้ ก็จะให้ทีละ 6 ชุด ถ้าเป็นไม่มาก ถ้าเป็นมาก ก็ 12 ชุด (ชุดละวัน) แล้วไปแมะดูอีกที หากหายแล้ว หมอก็จะบอกว่าดีหมดแล้ว ไม่ต้องกินอะไรแล้ว

 

                ประสบการณ์ส่วนตัว

 

ก่อนทำเด็กหลอดแก้วครั้งที่ 3 : ไม่ได้ไปหาหมอแมะ เพราะเวลาไม่พอ และอยากจะรีบทำ  มีไข่ 7 ใบ แต่พอดูดไข่อออกมา ได้ไข่ที่ใช้ได้ 2 ใบ  ผสมเป็นตัวอ่อนได้  1 ตัวอ่อน

ก่อนทำเด็กหลอดแก้วครั้งที่ 4 : ไปหาหมอและทานยาก่อน (หมอบอกว่ารังไข่อักเสบนิดหน่อย และเลือดน้อย และขอยาบำรุงมดลูกมาทานด้วย แม้ว่าจะไม่ได้เป็นอะไร ทำให้มดลูกฟูหนาขึ้น ไข่จะฝังตัวได้ดีขึ้น) มีไข่ 11 ใบ และได้ไข่ที่ใช้ได้ทั้ง 11 ใบ และผสมเป็นตัวอ่อนได้ 9 ตัวอ่อน ตอนนี้ยังเหลือตัวอ่อนเก็บไว้อีก 5 ตัวอ่อน

 

จะเป็นเพราะยา หรือความบังเอิญ ก็ไม่อาจบอกได้ แต่ส่วนตัวก็เชื่อว่ายาจีนน่าจะมีผลให้ได้ไข่เยอะขึ้นและสมบูรณ์ขึ้น ควรจะเอามาต้มเองจะดีกว่า แม้จะไม่อร่อย ก็ทนเอาหน่อย

ข้อมูลหมอแมะ (ข้อมูลตามนามบัตร)

หงษ์ทองตรวจสุขภาพ (หมอแมะ)

 

 

 

 

หมู่ 4 ต.ลำพยา อ.เมือง                    เวลารับจอง 15.00-17.00 น.

จ.นครปฐม 73000                                  โทร. 083-177-1388

(หยุดวันจันทร์)

 

ข้อแนะนำ

    • โทรติดค่อนข้างยาก เพราะจะมีคนโทรไปเยอะมาก ให้เริ่มโทรตั้งแต่ 14.30 จะเริ่มจากไม่มีสัญญาณ พอมีสัญญาณ ก็จะเป็นสายไม่ว่าง ต้องโทรตลอดเวลา จนกว่าสายจะว่าง อย่าโทรตอนใกล้ๆ จะ 17.00 น. เพราะเค้ารับแค่วันละ 50 คนเท่านั้น หากครบแล้ว เค้าก็จะปิดมือถือไปเลย บางทีคนต่างจังหวัดเค้าจองกันเป็นคันรถบัสเลย ทีเดียวเต็ม
    • ไม่ควรเสี่ยงไปโดยไม่โทรก่อน เพราะเค้าจะไม่ตรวจให้เลย และบอกให้เราไปโทรก่อนแล้วค่อยมาใหม่ ไม่มีอรุ่มอร่วยเด็ดขาด
    • ตรวจตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงเที่ยงเท่านั้น
    • เวลาโทรไป เค้าจะถามว่ากี่คน เราก็บอกจำนวนคนไป เค้าก็จะบอกหมายเลข และเวลาเรามา แค่นั้นจบ (บางทีก็จะถามเวลาที่เราสะดวก)
    • หายากเหมือนกัน ไปทางไปสุพรรณบุรี (เป็นสะพานที่จะข้ามไปสุพรรณ แต่เราไม่ข้ามสะพาน ให้เลียบซ้ายข้างสะพานไปจะเห็นซอย ให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยไปเรื่อย ลึกพอสมควร ก่อนหน้าจะมีหมอดูดวงหลายเจ้า ไม่ต้องสนใจ จนกว่าจะเจอป้ายศาลเจ้าเทียงสี่เนี้ยว อยู่ขวามือ ตรงทางโค้งพอดี ให้เลี้ยวขวาเข้าไปตามป้ายศาลเจ้า เข้าไปสักพักก็ถึงศาลเจ้า หมอแมะจะอยู่ในนั้น)
  1. การทานยาบำรุง/ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนเพื่อเตรียมตั้งครรภ์

·         มียาที่ต้องทานเพื่อเตรียมก่อนคือ โฟลิกควรทานก่อนตั้งครรภ์ 3 เดือน ถ้าเป็นไปได้  (แต่ตัวเองก็ไม่ค่อยได้ทานเท่าไหร่)

·         ฉีดวัคซีนที่จำเป็นต่อการตั้งครรภ์ แทบทุกโรงพยาบาลจะมี Package สำหรับตรวจกรณีนี้ (วัคซีนบางชนิดต้องฉีดล่วงหน้าเป็นปีก่อนการตั้งครรภ์ ดังนั้นควรรีบไปตรวจแต่เนิ่นๆ เพราะหมอที่ทำลูก ก็จะเน้นทำ ไม่ได้มาสนใจตรงนี้มากนัก เราต้องดูแลตัวเองในเรื่องนี้) หากไม่ฉีดก็สามารถมีลูกได้เหมือนกัน เพียงแต่จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง หากเราโชคดี ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่หากมีเวลา ก็แนะนำว่าควรทำให้เรียบร้อยก่อน จะดีกว่าเพื่อลดความกังวลของตัวเราเอง และหากมีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่คุ้มด้วย

·         ควรรักษาโรคที่อาจจะเป็นอุปสรรคในการตั้งครรภ์ได้ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง  ท้องผูก ริดสีดวง  .. ให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ก่อน

·         ตรวขภาวะเลือดจาง เนื่องจากตั้งแต่ตัวอ่อนเริ่มฝังตัวจนถึง 3 เดือนแรก ลูกจะอาศัยน้ำและเลือดเท่านั้นเป็นหลักในการดำรงชีวิต หากเลือดจาง ก็ทำให้ปัจจัยหลักบกพร่องไป

·         ตรวจภายในและรักษาให้เรียบร้อย เช่น มีซีสในรังไข่/ในมดลูก หรือมีผังผืดที่มดลูก หรือท่อนำไข่ตัน, ท่อนำไข่ตันนี้ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำเด็กหลอดแก้ว สามารถทำได้ แต่ท้องเองตามธรรมชาติไม่ได้ค่ะ

·         หากใครที่ติดกาแฟ น้ำอัดลม ให้เริ่มหัดอดให้ได้ก่อนจะไปทำเด็กหลอดแก้ว

·         ใครที่ไม่เคยดื่มนม (เวลาดิ่มนมท้องจะเสีย) ให้หัดดื่มนม โดยเริ่มจากการทานนมทีละน้อยพร้อมอาหาร และค่อยๆเพิ่มปริมาณขึ้น  จนกระทั่งสามารถทานนมในขณะท้องว่างได้

·         ใครที่นอนดึกตลอด ให้เริ่มฝึกนอนเร็วขึ้น

·         ควรจะออกกำลังกายค่ะ จำเป็นค่ะ หากใครไม่มีเวลาไปฟิสเนต หรือไม่ค่อยชอบออกกำลังกาย ก็ลงทุนซื้อจักรยานแบบปั่นอยู่กับที่ มาปั่นให้ได้วันละไม่น้อยกว่า 30 นาทีนะคะ จะช่วยเรื่องความแข็งแรงของมดลูกได้ดีมากเลยค่ะ ปั่นไปดูทีวีไป หรือฟังเพลงไปเพลินๆ แป๊บเดียวก็ 30 นาทีแล้วค่ะ , และหากใครสามารถเล่นโยคะไปด้วยได้ก็จะยิ่งดีค่ะ เพราะโยคะจะช่วยปรับสมดุลร่างกาย และมีหลายท่า ที่ช่วยให้อุ้งเชิงกรานและมดลูกแข็งแรง ลองซื้อหนังสือมาแล้วทำตามก็ได้ค่ะ

·         งานที่ทำอยู่ให้เริ่มวางแผนหาคนมา Back Up เพื่อทำให้เราสบายใจที่สุดตอนที่ไปทำลูก

·         ที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การบริหารความเครียดค่ะ, ความเครียดเป็นตัวบ่อนทำลายตัวฉกาจเลยค่ะ ที่จะทำให้เราไม่สมหวัง เพราะความเครียดจะทำให้ระดับฮอร์โมนในมดลูกเราต่ำในขณะที่เมื่อฝังตัวอ่อนแล้ว เราต้องทำให้ฮอร์โมนสูงและคงที่ตลอดเวลาค่ะ ดังนั้นใครที่เป็นคนเครียดง่าย คงต้องหาวิธีบริหารความเครียดที่เหมาะกับตัวเราเอาไว้ค่ะ แล้วเริ่มฝึกเลย สำหรับเราใช้วิธีอ่านหนังสือธรรมะสมัยใหม่หลายๆเล่ม จนค้นพบแนวคิดหรือประโยคบางประโยคที่พอนึกถึงแล้วจะหายเครียดได้เร็วค่ะ + การฝึกหายใจเข้าออกลึกๆยาวๆ + ถักไหมพรมพร้อมทั้งฟังเพลงไปด้วย

 

  1. การดูแลตัวเองขณะทำเด็กหลอดแก้ว

v    การเลือกสถานพยาบาล เพื่อทำเด็กหลอดแก้ว

ข้อนี้บอกยากว่าที่ไหนดีกว่าที่ไหน คงต้องศึกษาหาข้อมูลกันเอา เพราะเวลาถามคนอื่น เค้าก็จะแนะนำที่ที่เค้าหรือเพื่อนประสบความสำเร็จ แต่ใช่ว่าเราจะประสบความสำเร็จตามนั้น คงต้องประกอบกันหลายปัจจัยประกอบกัน สำหรับตัวเองทำมา 3 ที่คือ ที่รพ.พญาไท2 (หมอจากรามาและผาติเวช)/IVF, ที่ AIVF (หมอจากจุฬา และแยกตัวมาจากนวบุตร)/ICSI และที่สุดท้ายคือ ที่รพ.เจตนิน/ICSI

ถ้าจะให้แนะนำ ก็จะขอแนะนำดังนี้

    1. ศึกษาใน Internet ว่าหมอที่เก่งเรื่องการทำเด็กหลอดแก้วในประเทศไทยมีใครบ้าง แล้วลองดู Profile ว่า Ok หรือไม่
    2. เลือกสถานพยาบาลที่เน้นรักษาผู้มีบุตรยากโดยเฉพาะ เพราะเค้าจะมีประสบการณ์ และ case ต่างๆ เยอะ
    3. เลือกสถานพยาบาลที่มี % success rate ที่สูงหน่อย  บางที่ success rate อยู่ที่ 25 % บางที่ ก็ 40% หรือมากกว่านั้น จะทำให้เห็นความมั่นใจของสถานพยาบาลนั้นๆ จากสถิตินี้
    4. เลือกสถานพยาบาลที่มีห้องเก็บตัวอ่อนและเลี้ยงตัวอ่อนเป็นของตัวเอง (บางที่เช่น รพ.พญาไท จะไม่มีห้อง lab นี้เป็นของตัวเอง ต้องไปอาศัยที่อื่น ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และมีปัญหาเรื่องการเดินทางไปเก็บไข่และใส่ตัวอ่อน)
    5. เลือกสถานพยาบาลที่มีห้องพักฟื้น (ห้องพักฟื้น ไม่ใช่ห้องผู้ป่วยนะคะ ห้องผู้ป่วยจะมีพยาบาลเดินเข้าเดินออกมาคอยวัดไข้ และความดันให้เราตลอดเวลา ทำให้ไม่ค่อยได้นอน แต่ห้องพักฟื้นไม่มีพยาบาลมาดูเราตลอดแบบนั้น มีแต่แม่บ้านที่จะเข้ามาทำความสะอาดให้เติมน้ำให้ คล้ายๆโรงแรม)ให้นอนค้างคืนได้ด้วย หลังใส่กลับตัวอ่อนแล้ว  (รพ.ที่ต้องไปใช้ห้อง lab ของที่อื่นมักจะไม่มีห้องให้พักค้างคืนได้), แต่หากไม่มีก็ไม่ต้อง Serious มากก็ได้ค่ะ เพราะก็มีอีกหลายท่านที่ไม่ได้พักฟื้นก็ยังติด เอาเป็นว่าที่นำเสนอนี้คือลดความเสี่ยงต่างๆ ให้มากที่สุดเท่านั้นเองค่ะ

 

v    การเริ่มต้นเพื่อทำเด็กหลอดแก้ว

·        ปกติแล้วหมอจะนัดตรวจดูความพร้อมที่จะทำเด็กหลอดแก้วโดยการตรวจเลือด และดูความหนาของผนังมดลูก (ถ้าจะให้ดีผนังมดลูกควรมีความหนาประมาณ 1 cm. ขึ้นไป แต่หากหนา 0.8 cm ขึ้นไป หมอบางท่านก็จะอรุ่มอร่วยให้ทำได้) ซึ่งจะนัดตรวจในวันที่ 2 ของการมีประจำเดือน ดังนั้นควรจะโทรไปหาหมอหรือเข้าไปปรึกษาหมอก่อนที่จะมีประจำเดือนสัก 1 สัปดาห์ จะได้ไม่เร็วหรือรอนานจนเกินไป

การตรวจเลือดจะดูว่าปริมาณที่ไข่จะตกจะมีมากน้อยแค่ไหน และภาวะเลือดสมบูรณ์หรือไม่

 

 

 

 

-        ยาที่ฉีดปัจจุบันจะใช้เป็นหลอดปากกา (Gonal-F Pen) สามารถที่จะฉีดเองทางหน้าท้องได้ พยาบาลจะสอนให้ก่อน 1 ครั้ง แต่หากใครกลัวก็สามารถที่จะไปฉีดที่สถานพยาบาลที่ไหนก็ได้ แต่ก็ต้องเสียเวลาเดินทาง และเสียค่าใช้จ่าย แนะนำให้ฉีดเองดีกว่า ไม่เจ็บอย่างที่คิด เพราะหัวเข็มจะเล็กมาก ฉีดไปทุกวันก็จะเริ่มชิน (ขอบอกว่าเราเองเป็นคนที่กลัวเข็มมากๆ เรายังทำได้เลยค่ะ ไม่ต้องกลัวค่ะ)

-        ยานี้ต้องฉีดในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน หากกันไม่เกิน 2 ชั่วโมง ... แนะนำให้ฉีดตอนก่อนนอน ฉีดเสร็จก็นอนเลย

-        ยานี้ต้องฉีดไปกี่วันนั้น แล้วแต่คน ว่าร่างกายทำปฏิกิริยากับยาได้แค่ไหน แต่หมอจะนัดมาดูเป็นระยะ แล้วแต่หมอแต่ละท่าน  (เท่าที่สังเกต ส่วนมากจะไม่เกิน 8 วัน เพราะไม่งั้นไข่อาจจะสุกก่อน และใช้ไม่ได้)

 

·        เมื่อมีไข่ที่โตเต็มที่แล้ว หมอจะให้ฉีดยาเพิ่มอีกตัวหนึ่ง เป็นยาป้องกันไข่สุก (Cetrotide 0.25 mg/vial) เพื่อรอให้ใบที่ยังไม่โต ได้มีโอกาสโตอีกสักหน่อยก่อน แล้วฉีดยากระตุ้นไข่ต่ออีกสัก 2-3 วัน (ตั้งแต่นี้ไปต้องฉีดยาวันละ 2 เข็ม ซึ่งก็สามารถฉีดเองได้เหมือนเดิม แต่ยาป้องกันไข่สุกจะฉีดยากกว่าหน่อยนึง แต่ก็คงไม่ยากเกินไปสำหรับคนที่อยากจะเป็นคุณแม่จริงมั้ยคะ)

 

ไข่ที่เรียกว่ามีคุณภาพที่ดีคือ ต้องมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง >= 2 cm และมีลักษณะกลมดิ๊ก ... ขนาดของไข่นี้เป็นขนาดที่รวมถุงหุ้มไข่ด้วย เพราะไม่สามารถที่จะมองเห็นไข่ได้ จนกว่าจะดูดออกมาแล้วเท่านั้น ... หากมีขนาดเล็ก <1.5 cm. หรือมีลักษณะรีรีเหมือนไข่ไก่ แสดงว่าเป็นไข่ที่ไม่ค่อยสมบูรณ์

 

ไข่ที่ไม่สมบูรณ์นั้น แม้ว่าจะผสมเป็นตัวอ่อนได้สำเร็จ ก็มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นตัวอ่อนที่ไม่สมบูรณ์  และเมื่อเป็นตัวอ่อนที่ไม่สมบูรณ์ โอกาสที่จะเกาะติดและเจริญเป็นการตั้งครรภ์ก็น้อยลง หรือถึงแม้ว่าจะติดแล้ว ก็ต้องไปเจอด่านที่โอกาสแท้งได้อีก

 

ข้อแนะนำ ตอนที่หมออัลตราซาวด์ให้เราดูปริมาณไข่นั้น ให้เราสังเกตุลักษณะของไข่ด้วย เพราะหมอบางท่าน อาจจะไม่ได้บอกอะไรเราเลย

 

·        เมื่อได้เวลาอันสมควร หมอก็จะนัดให้มาฉีดยากระตุ้นให้ไข่ตก 2 เข็ม (พยาบาลจะบอกล่วงหน้าว่ายานี้จะปวดนะคะ ให้ทำใจไว้หน่อย แต่เราฝึกฉีดมาหลายเข็มแล้ว ทนอีกนิดนึงก็เสร็จแล้ว) ซึ่งยานี้ฉีดเองไม่ได้ ต้องไปฉีดที่สถานพยาบาล โดยหมอจะบอกเวลาเป๊ะๆ ให้ ห้ามขาดห้ามเกิน เพราะมีผลต่อเวลาที่หมอนัดมาเก็บไข่ด้วย (หลังจากฉีดยา ต้องเก็บไข่หลังจากนั้น 36 ชั่วโมงเป๊ะ ไม่งั้นไข่จะเสียได้ ... ข้อแนะนำ ตอนที่พยาบาลฉีดยาให้เรา ต้องจำให้แม่นว่ากี่โมงกี่นาที แล้วไปบอกหมออีกทีวันที่เราไปเก็บไข่)

 

·        จากนั้นก็เตรียมลางาน 1 วันในวันที่หมอนัดมาเก็บไข่ ต้องมาก่อนเวลาที่หมอนัดสักหน่อย กันพลาด เพราะหากมาช้ากว่าที่หมอนัด ไข่อาจจะใช้ไม่ได้เลย และที่สำคัญ ห้ามทาเครื่องสำอางหรือใส่น้ำหอมอะไรมาเด็ดขาดนะคะ เพราะสารเคมีอาจจะทำปฏิกิริยากับไข่ที่ดูดออกมาได้ค่ะ วันนี้ขั้นตอนที่เจ็บที่สุดก็เห็นจะเป็นขั้นตอนการแทงเข็มให้น้ำเกลือนี่แหละ หลังจากนั้น ก็ไม่มีอะไร (บางสถานพยาบาลก็จะให้เราเจาะเลือดก่อนด้วย) พอได้เวลา พยาบาลก็จะพาไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็เข้าห้องผ่าตัด  ทำความสะอาดช่องคลอด จากนั้นก็มีหมออวิสัญญีมาแนะนำตัวก่อน (บอกให้รู้ว่าเดี๋ยวหมอจะเป็นคนวางยาสลบให้เธอนะ) แล้วพอหมอที่ทำเด็กหลอดแก้วมาถึง ให้เราได้เห็นหน้าว่าหมอเราจริงๆ นะไม่ได้ให้คนอื่นมาทำ เพื่อความสบายใจของเรา  จากนั้นไม่ถึงเสี้ยวนาที หมอวิสัญญีก็ฉีดยาสลบเข้าทางสายน้ำเกลือให้เรา  นับ  1 ยังไม่ถึง 5 เลย เราก็จะเข้าสู่ภาวะที่มีความสุขที่สุด เพราะเราจะหลับลึกมากอย่างมีความสุข เมื่อรู้สึกมามีใครมาสะกิดให้เรารู้สึกตัว นั่นแสดงว่าทุกอย่างได้เสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว

 

 

 

 

บางสถานพยาบาลจะแจ้งข้อมูลให้เราทราบระหว่างนอนรอกลับบ้านเลยว่า ได้ไข่กี่ใบ สมบูรณ์กี่ใบ แต่บางสถานพยาบาล ก็จะยังไม่บอกอะไร และจะโทรรายงานผลในวันรุ่งขึ้น

ไข่ที่ดูดออกมานั้นจะมีอยู่ 4 ลักษณะคือ (เราแบ่งแยกเองจากประสบการณ์นะ)

1)    ไข่ที่สมบูรณ์ คือโตได้ขนาด มีนิวเคลียสไข่ และ มีลักษณะกลม

2)    ไข่ที่มีลักษณะไม่สมบูรณ์คือไม่กลม

3)    ไข่ที่มีลักษณะดีแต่ขนาดเล็กเกินไป

4)    ไข่ที่มีแต่ถุงไข่ แต่ไม่มีนิวเคลียสไข่ ซึ่งจะถือว่าใช้ไม่ได้เลย

 

เท่าที่สังเกตุ  สถานพยาบาลที่มี success rate สูงๆ เวลาเก็บไข่จะเก็บไว้เฉพาะไข่ที่ได้สักษณะตามข้อ 1 ส่วนข้ออื่นๆ จะไม่เอาเลย อาจเป็นเพราะสุดท้ายก็จะกลายเป็นตัวอ่อนที่ไม่สมบูรณ์โอกาสติดก็จะน้อยอยู่ดี ซึ่งจะทำให้ปริมาณไข่ที่พยาบาลแจ้ง อาจจะได้จำนวนน้อย แต่บางสถานพยาบาลก็จะเก็บไข่ ทั้ง ข้อ 1,2,3 ไว้ทั้งหมด ซึ่งเมื่อเราฟัง จะดูเหมือนได้ไข่เยอะ แต่ผลจะไปปรากฎอีกทีตอนที่ผสมไม่ได้ หรือ ผสมเป็นตัวอ่อนได้แล้วแต่ไม่สวย พอหมอใส่กลับตัวอ่อนให้เราแล้วผลออกมาคือไม่ติด หมอก็จะไม่แนะนำให้ใส่ที่เหลือ เพราะคิดว่าโอกาสติดน้อยเหมือนกัน  แบบหลังนี้จะทำให้เราดีใจในตอนแรกแต่เสียใจในตอนท้าย ดังนั้นตามที่แจ้งไปแล้ว ว่าเราต้องทำตัวเป็นหมอเองและพิจารณาเองด้วย

               

และในวันนี้คุณสามีก็จะต้องทำการเก็บน้ำเชื้ออสุจิด้วย (หากท่านใดที่ไม่สะดวกสามารถที่จะมาเก็บก่อนล่วงหน้าก็ได้)               

               

อ้อ ในวันนี้ไม่ควรจะขับรถเองนะคะ ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นไรแล้ว แต่หมอก็ไม่แนะนำให้ขับรถเองค่ะ เพราะฤทธิ์ของยาสลบ อาจจะทำให้มึนงงได้ และไม่ควรจะเดินเยอะด้วยนะคะ เพราะอาจจะทำให้แผลข้างในอักเสบได้ ควรรีบกลับบ้านพักผ่อน เพราะอีก 3-5 วัน ก็ต้องมาใส่กลับตัวอ่อนแล้ว

 

 

 

 

à วันที่ 1.ผสมกันได้กี่ใบ

à วันที่ 2. สามารถเจริญและเกิดการแตกเป็น 2 cell ได้กี่ใบ

à วันที่ 3. สามารถเจริญและเกิดการแตกเป็น 4-6 cell ได้กี่ใบ

à วันที่ 4. สามารถเจริญและเกิดการแตกเป็น 6-8 cell ได้กี่ใบ

à วันที่ 5.สามารถเจริญเข้าสู่ระยะที่เรียกว่า Blastocyst (8 cell ขึ้นไป)ได้กี่ใบ ซึ่งถือว่าเป็นระยะที่ตัวอ่อนสมบูรณ์ที่สุดพร้อมที่จะฝังตัวในมดลูกต่อไป

 

                !! ต้องทำใจไว้หน่อยนะคะ เพราะในแต่ละวันที่ผ่านไป จำนวนไข่ที่ได้ก็อาจจะน้อยลงไปเรื่อยๆ แต่บางท่านก็อาจจะไม่ลดเลยก็เป็นได้ สำหรับเราแล้วเจอมาหมดทุกแบบ ทั้งลดลงเรื่อยๆ และทั้งไม่ลดเลย,แต่ละครั้งก็ไม่เหมือนกัน  คุณหมอบอกว่าไข่เราแต่ละ Lot ก็ไม่เหมือนกัน บาง Lot ก็อาจจะเจอไข่คุณภาพดี บาง Lot ก็อาจจะเจอไข่ที่คุณภาพไม่ดี อันนี้คุณหมอช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ (จึงแนะนำยาจีนดังกล่าวข้างต้น)

 

·        ขั้นตอนสุดท้ายก็มาถึงการใส่กลับตัวอ่อน

สำหรับการใส่กลับตัวอ่อนนั้นแต่ละสถานพยาบาลและแต่ละหมอจะพิจารณาเป็น case case ไป แต่พอจะสรุปได้ดังนี้

-          หากการแตกตัวของไข่ที่ผสมแล้ว เป็นไปอย่างดีและจำนวนไข่ที่ได้มีจำนวนมากพอ หมอจะแบ่งไข่มาจำนวนหนึ่ง (ที่เหลือจะ Freeze เอาไว้ก่อน) ที่แบ่งมาจะเลี้ยงไปจนถึงระยะ ที่เรียกว่า Blastocyst แล้วจึงนัดให้เรามาใส่กลับตัวอ่อน

-          หากการแตกตัวของไข่ที่ผสมแล้ว ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คือแตกตัวค่อนข้างช้า หรือไข่ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ หมอก็จะให้ใส่กลับตัวอ่อนในวันที่ 3-4 เลย แล้วให้ตัวอ่อนไปเจริญและแตกตัวต่อในมดลูกของแม่

-          หากจำนวนไข่ที่ได้มีจำนวนน้อย คือ ไม่เกิน 3 ใบ หมอก็จะให้ใส่กลับตัวอ่อนในวันที่ 3-4 เลย เช่นกัน

-          บางสถานพยาบาลก็อาจจะยึดหลัก 3 วันเลยไม่ว่าไข่จะเป็นอย่างไร เพราะมีความเชื่อว่าในมดลูกของแม่ ตัวอ่อนน่าจะเจริญเติบโตได้ดีกว่า

 

ทั้งหมดนี้ก็ สรุปเองอีกเช่นเดียวกัน จากประสบการณ์ที่เจอมา มีทั้งใส่กลับวันที่ 4 และ ใส่กลับเมื่อถึงระยะ Blastocyst แล้ว จาก 3 สถานพยาบาล

       

การเตรียมตัวก่อนใส่กลับตัวอ่อน

-          สุขภาพร่างการต้องแข็งแรงดี ไม่เป็นไข้ หรือเป็นหวัด หากรู้สึกสุขภาพไม่ค่อยดีให้รีบโทรแจ้งหมอ เพื่อหมอจะได้ทำการ Freeze ตัวอ่อนไว้ก่อน (บางท่านก็มีความเชื่อว่า ไม่ควรจะรีบใส่ เพราะข้างในเราอาจจะยังระบมอยู่ โดยเฉพาะหากใส่กลับในวันที่ 4 เพิ่งจะผ่าตัดมาได้ 3 วัน ก็อาจจะขอหมอว่ายังไม่ใส่ก็ได้ แล้วรอไปสักระยะ แต่ก็ต้องมีกรรมวิธีทางการแพทย์ ที่จะไม่ให้ไข่ตกอีกไม่งั้นต้องรอจนประจำเดือนมาอีกครั้งก่อน เช่น อาจจะให้ทานยาคุมกำเนิดไว้ เป็นต้น)

 

-          หากสุขภาพแข็งแรงดี และเตรียมพร้อมแล้ว ก็ควรจะไปถึงสถานพยาบาลก่อนเวลาสักหน่อย เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่างๆ       

 

-          เลือกเสื้อผ้าที่ใส่ง่ายถอดง่ายๆ นะคะ เพราะเมื่อใส่ตัวอ่อนเข้าไปแล้ว ตอนเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับบ้านจะได้ไม่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายมากค่ะ (ยกเว้นหากเราพักฟื้นที่สถานพยาบาลนั้นเลย ก็ไม่ต้องเปลี่ยนชุดค่ะ ขึ้นไปนอนต่อบนห้องทั้งชุดนั้นเลยค่ะ)

 

-          ควรจะศึกษาเส้นทางของสถานพยาบาลไว้ว่า หลังจากใส่กลับตัวอ่อนแล้ว จะออกจากห้องหมอลงมาขึ้นรถอย่างไรให้สะเทือนน้อยที่สุด เพราะบางสถานพยาบาล อาจจะเช่าสถานที่ของอาคารใหญ่เป็นที่ทำการ การเดินทางมาที่จอดรถอาจจะไม่สะดวกนัก ต้องปรึกษาสถานพยาบาลนั้นๆ ไว้ก่อน  แต่หากเป็นสถานพยาบาลที่มีห้องพักฟื้น ขอแนะนำให้นอนที่สถานพยาบาลนั้นๆ ก่อน (ควรจองห้องไว้ตั้งแต่วันที่เก็บไข่ ไม่งั้นห้องอาจจะไม่ว่าง) อย่างน้อย 2-3 วัน ค่อยกลับบ้าน หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็สักวันหนึ่งก็จะดีกว่า (แต่ตัวเรานอน 8 วันเลย ในการทำครั้งสุดท้าย)

 

-          หากจะนอนค้างที่สถานพยาบาลควรจะนำข้าวของเครื่องใช้ไปจัดวางในที่ที่เราต้องการให้เรียบร้อยเสียก่อน คือ เมื่อใส่กลับตัวอ่อนแล้ว ในวันแรกนี้ขอนอนอย่างเดียวเลย ทุกอย่างที่ต้องการใช้การ ได้ถูกจัดวางไว้รอบตัวหมดแล้ว

 

-          เนื่องจากมดลูกเราจะอยู่ในลักษณะตั้ง เมื่อเวลาเรานอน ซึ่งจะไม่สามารถสะดวกในการใส่กลับตัวอ่อน ดังนั้นจึงต้องทำให้กระเพาะปัสสวะมีน้ำอยู่แล้วไปกดให้มดลูกนอนลง และเพื่อให้สามารถมองเห็นมดลูกได้ชัดเจนอีกด้วยต้องอาศัยน้ำจากกระเพาะปัสสวะ  ส่วนใหญ่หมอจะนัดใส่กลับตัวอ่อนในช่วงเช้า ดังนั้นควรจะทานอาหารเช้ามาก่อน และทานน้ำมาสัก 1 แก้ว และไม่ควรเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสวะ (แต่ถ้าปวดหนักก็ควรจะเข้าก่อนนะคะ) เมื่อมาถึงสถานพยาบาลแล้ว ก็ให้กลั้นไว้หากหปวดไม่มากและทนได้ เพราะจะทำให้มดลูกอยู่ในลักษณะที่สวยที่สุด และตัวอ่อนที่คุณหมอใส่เข้าไป จะเข้าไปได้ลึก และอยู่ในตำแหน่งที่สวย แต่หากทำไม่ได้ก็เป็นไรค่ะ ไม่ต้องกังวล เพราะพยาบาลจะเอาน้ำมาให้เราดื่ม จนกว่าเราจะปวดปัสสวะ ซึ่งต้องรอสักระยะ แต่เมื่อเรายังไม่ปวด เค้าก็จะให้ดื่มน้ำอีก สุดท้ายเราก็จะปวดแต่เมื่อถึงเวลานั้น น้ำในกระเพาะปัสสวะเราจะเยอะมาก หมอเรียกว่า ล้นและมดลูกอาจจะอยู่ในตำแหน่งไม่สวยมาก แต่ที่สำคัญคือ หลังใส่กลับตัวอ่อนเราต้องนอนกลั้นปัสสวะต่อไปอีก อย่างน้อยครึ่งชั่วโมงนี่สิ ทรมานสุดๆ แต่หากเป็นน้ำหนึ่งแก้วที่เราทานมาจากบ้าน จะทำให้เราทนได้มากกว่า

 

 

-          พยาบาลจะให้เราเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อยก่อน แล้วถามว่าปวดปัสสวะหรือยัง หากปวดแล้ว ก็พาเข้าห้องเพื่อเตรียมตัว (ห้องจะเป็นห้องที่ติดกับห้อง lab ที่เก็บตัวอ่อน สามารถเปิดหน้าต่างส่งตัวอ่อนออกมาให้ได้) โดยการเอาเจลเย็นๆ ทาหน้าท้องแล้วซาวด์ดูว่าเห็นมดลูกแล้วหรือยังอยู่ในตำแหน่งที่ ok แล้วหรือยัง

 

-          เมื่อมดลูกเห็นชัดแล้ว และอยู่ในตำแหน่งที่ ok แล้ว ก็จะไปตามหมอมา  (บางสถานพยาบาลจะมีหมอผู้ช่วยเป็นคนเข้ามาตรวจความพร้อมให้ และชวนเราพูดคุยให้ไม่เครียด) ระหว่างนั้นพยาบาลกับห้อง lab ก็จะมีการขานชื่อเจ้าของไข่ เพื่อยืนยันว่าไม่เอาลูกคนอื่นมาเข้าท้องเราแน่ๆ

 

-          ตรงหน้าห้อง lab จะมีจอทีวีขนาดใหญ่ให้เราดูตัวอ่อนของเราด้วย เป็นภาพขยายที่จะสามารถเห็นตัวอ่อนได้ชัดมาก (เป็นลักษณะกลมๆ และมี cell แตกอยู่ข้างในเต็มไปหมด หรืออาจจะเห็นแค่ไม่กี่ cell ก็แล้วแต่ว่าแตกตัวมากน้อยแค่ไหน) เค้าก็จะให้เราเพลิดเพลินกับการดูตัวอ่อนของเรา ทางจอทีวี ซึ่งทางห้อง lab เค้าก็จะใช้แท่งแก้วเขย่าให้น้ำกระเพื่อม นิดๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ตัวอ่อนเกิดการเคลื่อนไหวตลอดเวลา  (คงจะจำลองเหมือนอยู่ในตัวแม่ ซึ่งก็ต้องเคลื่อนไหวจากการหายใจอยู่ตลอดเวลา คงจะให้ความรู้สึกเหมือนนอนในเปลแล้วมีคนไกวเปลให้)

 

-          พอหมอมาถึง ก็จะเข้ามาพูดคุยและดูตำแหน่งของมดลูกอีกทีให้แน่ใจ โดยจะมีพยาบาลหรือหมอผู้ช่วย คอยซาวด์ไว้ตลอดเวลา ตอนนี้เราต้องมองสองจอแล้ว จอทีวี และจอมอนิเตอร์ของหมอเพื่อดูมดลูกของเรา จากนั้นหมอก็จะทำการใส่เครื่องมือเข้าทางช่องคลอด

 

-          จากนั้นก็จะมีการขานตอบกับทางห้อง lab ทบทวนชื่อเจ้าของตัวอ่อนอีกครั้ง ก่อนให้ส่งตัวอ่อนได้ เค้าก็จะบอกให้เราดูที่จอทีวี ก็จะมีแท่งแก้วดูด ตัวอ่อนเราเข้าไปอย่างรวดเร็ว แล้วส่งออกมาทางหน้าต่างห้อง lab ยื่นให้หมออย่างระมัดระวัง แล้วเค้าก็บอกให้เราหันมามองจอมอนิเตอร์ พร้อมกับหมอก็จะรับแท่งแก้วมาแล้วส่งตัวอ่อนเข้ามาในมดลูกอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน เค้าจะชี้ให้เราดู จะมีก้อนกลมๆ สีขาวเล็กๆ ลอยตกตุ๋มเข้าไปในมดลูกเรา เป็นอันเสร็จขบวนการของหมอ

ในขั้นตอนนี้แต่ละสถานพยาบาลจะต่างกันตรงความชัดเจนของจอมอนิเตอร์ ซึ่งในบางที่เราก็มองไม่เห็นอะไรเลย และบรรยากาศให้ห้องนั้น บางที่ก็สร้างบรรยากาศให้กำลังใจดีมากๆ เลย ทั้งหมอและพยาบาล บางที่ก็บรรยากาศมาคุพอสมควร

 

 

 

  1. การดูแลตัวเองหลังจากการย้ายกลับตัวอ่อนเข้ามดลูกของแม่แล้ว

 

v    จากวันที่ย้ายกลับตัวอ่อน + 10-15 วัน

ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ระทึกตื่นเต้นที่สุด เพราะจะลุ้นมากว่าจะติดหรือไม่ บางสถานพยาบาลจะนัดให้มาตรวจเลือด 10 วัน หลังจากวันที่ใส่กลับตัวอ่อน บางสถานพยาบาลก็จะนัด 15 วัน ก็แล้วแต่

       

แต่ช่วงวันที่สำคัญที่สุดคือ ช่วง 5 วันแรก เพราะหากจะติดก็จะติดใน 5 วันนี่แหละ หลังจากนั้นก็คือพยุงหรือประคับประคองไป แต่ถ้า 5 วันแรกไม่ติด ก็คือไม่ติดแล้ว .. ที่สำคัญเราไม่รู้นี่สิว่า 5 วันนั้นติดหรือเปล่า เพราะกว่าหมอจะนัดก็ตั้ง 10-15 วัน, ดังนั้น เอาเป็นว่าภายใน 5 วันแรก เป็นวันที่เราต้องทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน

     

   ที่เรียกว่าทำดีที่สุด ทำยังไงล่ะ ,,, ตามประสบการณ์นะคะ ไม่ต้องทำอะไรมาก ไม่ต้องกินอาหารเสริมใดใด เพราะวิตามินบางอย่างจะทำให้แท้งได้ หรือได้รับมากไปจะไม่เป็นผลดีต่อเด็ก เพราะจะเป็นการขับมากกว่า และงดอาหารที่ทำให้มดลูกเย็น เช่น เครื่องดื่มรังนก, มังคุด เป็นต้น (คงต้องลองถามคนแก่สมัยก่อนน่าจะให้คำแนะนำได้ว่า อาหารอะไรทำให้มดลูกเย็น) เพราะมดลูกตอนนี้ต้องการให้อบอุ่นสำหรับลูกน้อยค่ะ ให้ทานอาหารตามปกติ และดื่มน้ำเยอะๆ เพราะน้ำจะเป็นตัวนำพาออกซิเจนและเลือดไปเลี้ยงตัวอ่อน ตั้งแต่ตัวอ่อนอยู่ในท้องไปจนถึง 3 เดือน เด็กจะใช้อาหารจากน้ำและเลือดเท่านั้น ที่สำคัญและว่าที่คุณแม่ทำได้ยากที่สุดก็คือ ต้องไม่เครียด ไม่กังวลเวลาบอกให้ทำเหมือนจะบอกง่ายๆ นะ แต่ทำจริงทำยากทีเดียว, ความเครียด ความกังวลเป็นอุปสรรคมากที่สุด ต้องพยายามหาวิธีลดความเครียดความกังวลลง

    

    แล้วจะทำได้ยังไงล่ะ

 

·        หากเป็นไปได้ ขอยาคลายเครียดคุณหมอ ที่คนท้องทานได้ มาไว้ทานในคืนแรก หรือ 2 คืนแรก หลังจากนั้นหากหลับได้เองก็พยายามเลิกทาน เดี๋ยวจะติด

·        หาอะไรทำก็ได้ที่เราชอบและอยู่กับมันได้นานที่สุด แบบไม่เครียดนะคะ เป็นการฆ่าเวลาให้หมดไปเร็วที่สุด เช่นการถักไหมพรมแล้วเอาวิทยุซาวด์เบ้าท์อุดหู วิทยุจะฟังเพลินเพราะเพลงจะหลากหลาย หรือจะดูหนังซีรี่ย์ก็ได้ แต่ต้องเลือกเรื่องที่ตลกหน่อย หรือหากชอบอ่านหนังสือ นิยายอะไรก็ได้

·        พยายามอย่าให้ท้องเสีย หรือท้องผูกเด็ดขาด เพราะจะทำให้ระบบกล้ามเนื้อยืดหยุ่นผิดปกติ และมีการหดเกร็งที่มดลูก ทำให้โอกาสเกาะติดของตัวอ่อนยากมากขึ้น, ใครที่ไม่เคยดื่มนม อย่ามาทดลองดื่มในตอนนี้เป็นอันขาด, อาหารในแต่ละวันควรจะมีผักและผลไม้เยอะหน่อย เพื่อช่วยในการขับถ่าย

·        เคลื่อนย้ายร่างกายให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะวัน-2วันแรก ควรจะนอนหรือนั่งนิ่งๆ ไม่ควรเดินเยอะ, สำหรับเราวันแรก หลังจากย้ายกลับตัวอ่อนแล้ว ก็นอนดูทีวีอยู่บนเตียง ใส่แพมเพริสผู้ใหญ่เวลาจะปัสสาวะ (ควรฝึกใส่และถอดไปจากบ้าน ว่าท่าไหนใส่ง่ายที่สุด ไม่เกร็งหน้าท้อง) และไม่อาบน้ำเลย, วันที่ 2 ก็เดินไปเข้าห้องน้ำได้ แต่เช็ดตัวเอาไม่อาบน้ำ, แต่จริงๆ หมอเค้าก็ไม่ได้ให้ทำขนาดนี้หรอกนะคะ หมอจะบอกให้พักผ่อนเยอะๆ เท่านั้นเอง  แต่เราคิดไปเองว่าหากท้องเราเคลื่อนไหวน้อยที่สุด การยึดเกาะของตัวอ่อนก็น่าจะมีมากกว่า หากเดินไปเดินที่กำลังจะเกาะก็อาจจะหลุดก็ได้, พอวันที่ 3 -8 เราก็นั่งถักไหมพรมบ้าง นอนเล่นบ้าง พยายามไม่หลับตอนกลางวัน หรืองีบแค่สัก 1 ชม. เพราะกลางคืนจะไม่หลับ,, พอหลังจากนั้นเราก็ไปทำงานตามปกติ พอวันที่ 10 ก็ไปตรวจเลือดว่าติดหรือเปล่า  (ซึ่งครั้งนี้เราประสบความสำเร็จ)

·        ในขั้นตอนนี้ คุณหมอบางสถานพยาบาลอาจจะมีขบวนการให้เราต้องไปฉีดยา หรือฉีดเพิ่มฮอร์โมนทุกวันเว้นวัน หรือวันเว้น 2 วัน แต่คุณหมอบางท่านก็ไม่มี ให้เพียงยาเหน็บช่องคลอดและยาทานเท่านั้น  เราควรจะเหน็บยาอย่างสม่ำเสมอนะคะ

 

 

v    หลังจากทราบผลว่าท้องแล้ว

มาถึงตอนนี้ก็ต้องขอแสดงความยินดี กับว่าที่คุณแม่ทุกท่านก่อนเลยค่ะ,  เราเองเชื่อว่า เมื่อว่าที่คุณแม่ทราบผลว่าท้องแล้ว ก็คงต้องไปหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ต่างๆ มาอ่านกันอยู่แล้ว ซึ่งก็จะมีข้อมูลเพียบไม่ว่าอยากจะรู้เรื่องอะไร ดังนั้นจะไม่ขอให้ข้อมูลอะไรมากในที่นี้ แต่จะให้เป็นคำแนะนำต่างๆ จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งอาจจะไม่พบในหนังสือเล่มใดมากกว่าค่ะ

 

·        ในช่วง 1-3 เดือนแรก (หากเป็นการทำเด็กหลอดแก้ว เมื่อทราบผลว่าตั้งครรภ์ หมอจะนับเป็น 4 สัปดาห์แล้วค่ะ) จะพบการเลือดออกได้มากทีเดียว, เมื่อพบว่าตัวเองมีเลือดออก ให้ใจเย็นๆไว้ก่อน (บอกยากนะ เพราะก็จะตกใจ ใจหายกันทั้งนั้น) แล้วหาผ้าอนามัยมาใส่ (เพราะคุณหมอต้องการทราบปริมาณเลือดที่ออกมา) จากนั้นนอนนิ่งๆ ไว้ อย่าเพิ่งเคลื่อนไหว หรือรีบบึ่งไปโรงพยาบาล เพราะยิ่งเคลื่อนไหวมาก เลือดก็จะยิ่งออกมาก แล้วโทรหาคุณหมอว่าจะให้ทำอย่างไรต่อไป

 

-          หากเป็นเลือดสีน้ำตาล ก็จะไม่อันตรายมาก เหมือนว่าเป็นเลือดเก่าจากกรรมวิธีที่เราทำมาต่างๆ แล้วเลือดคลั่งอยู่ข้างใน

 

-          หากเป็นเลือดสีแดงจะมีความเสี่ยงเยอะกว่า ต้องดูปริมาณ หากออกไม่มาก แล้วหยุด ก็ไม่อันตรายเท่าไหร่

 

-          เมื่อไปพบคุณหมอ คุณหมอก็จะอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดดูว่าเด็กยังอยู่เป็นปกติดีหรือเปล่า  หากเด็กยังอยู่ปกติดี คุณหมอก็จะฉีดยากันแท้งให้ แล้วให้พักผ่อนที่รพ. หรือที่บ้านก็แล้วแต่ดุลยพินิจของคุณหมอ, จากคำแนะนำของพี่สาว คือ หากเลือดหยุดแล้ว ก็ขอให้คุณหมอฉีดยากันแท้งให้ แต่ไม่ต้องให้คุณหมอตรวจอัลตราซาวด์ เพราะจะยิ่งทำให้กระทบกระเทือนมากขึ้น ตอนท้องลูกคนที่ 2 พี่สาวเลือดออก และคุณหมออัลตราซาวด์ให้ พอกลับบ้านได้วันเดียวก็แท้งเลย พอตอนท้องลูกคนที่ 3 ก็เลือดออกอีก คราวนี้พี่สาวไม่ยอมแล้ว ให้คุณหมอฉีดยาอย่างเดียว แม้จะทรมานใจว่าลูกยังอยู่ดีหรือเปล่า แต่ก็อดทนเอา จนผ่านไปได้สัก 2 อาทิตย์จึงไปตรวจ ก็พบว่าน้องยังปกติดี (พี่สาวมีแนวคิดที่ว่า การอัลตราซาวด์นั้น เป็นการดูให้แน่ใจว่าเด็กยังอยู่ เปล่า แต่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย ช่วยเรื่องใจเท่านั้น แต่เป็นการเพิ่มแรงกระทบกระเทือนมากกว่า โดยเฉพาะครรภ์ที่อ่อนมากๆ เช่น 6-10 สัปดาห์) ก็คงต้องใจแข็งมากๆ เลยนะ เพราะเวลาไปหาหมอ หมอแทบทุกคนก็จะต้องขออัลตราซาวด์ และส่วนมากก็จะไม่กล้าทัดทานหมอ, ว่าที่คุณแม่ก็ลองตัดสินใจดูเองนะคะ

 

-          และหากหมอวินิจฉัยว่าเด็กไม่อยู่แล้ว หรือมี % น้อยมากแล้ว ก็อย่าเพิ่งท้อ, ปกติหมอจะมียาเหน็บช่องคลอดซึ่งเป็นฮอร์โมนให้เราอยู่แล้วก่อนหน้านี้ และอาจจะมีเพิ่มยาฮอร์โมนสำหรับทานด้วย  ก็อย่าเพิ่งให้คุณหมอทำอะไร เพราะคุณหมอบางท่านอาจจะแนะนำให้ขูดออก เพื่อจะได้สะอาดและเริ่มขบวนการใหม่ได้เร็ว ก็อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจนะคะ อย่ารีบร้อน ให้ดูแลตัวเองต่อไปและภาวนาให้ลูกยังอยู่และเป็นปกติ และเหน็บยาหรือทานยาต่อไป แม้ว่าหมอจะให้หยุดก็ตาม (บางเรื่องเราตัดสินใจเองได้ หากเชื่อว่าไม่ได้มีผลเสียอะไร), ในกรณีเราประสบกับตัวเองมาแล้ว คุณหมอวินิจฉัยแล้วว่าน้องไม่อยู่แล้ว และให้หยุดยาทุกอย่าง แต่เราไม่ยอมสิ้นหวัง เรายังทานยาและเหน็บยาต่อ พร้อมกับสวดมนต์ภาวนาขอปาฏิหารย์จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และองค์หลวงพ่อที่เคารพบูชา จนเกิดปาฏิหารย์ขึ้นจริงๆ  เพราะเมื่อผ่านไปสัปดาห์กว่าๆ กลับไปตรวจอีกที ก็พบว่าน้องยังอยู่  แต่ขนาดเล็กไปประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งในเวลาต่อมาก็จะโตทันตามเกณฑ์ได้เองค่ะ (หรืออาจจะเป็นช่องโหว่ทางการแพทย์ที่เผอิญยังไม่มี case study ก็เป็นได้)

 

-          หรือหากพบว่าเด็กไม่อยู่แล้วจริงๆ การขูดมดลูก ก็ขอให้พิจารณาให้ดีดีนะคะ เพราะก็มีหลายคนที่ได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีจากการขูดมดลูก, คุณหมอมักจะแนะนำให้ขูด ไม่งั้นจะมีลูกคนต่อไปยาก แต่พี่สาวตอนแท้งลูกคนที่ 2 หมอก็ให้ขูดแต่พี่สาวไม่ยอมขูด ผ่านไปได้สัก 2-3 วัน เค้าก็ลอกตัวหลุดออกมาเอง และไม่นานก็มีตามมาอีก 2 คน

 

-          หากหมอวินิจฉัยว่าเป็นท้องลม ให้รอดูอีกสักระยะ เพราะเด็กอาจจะเจริญเติบโตช้าก็เป็นได้ อย่าเพิ่งด่วนทำอะไรลงไป

 

·        พยายามอย่าก้มเก็บของในขณะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ เพราะจะเป็นหักงอตรงช่วงท้องน้อยโดยตรงเลย

·        หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะต้องเกร็งที่หน้าท้องทุกอย่าง รวมถึงการเอื้อมหยิบของในที่สูง การยกของหนัก, การล้มตัวลงนอนโดยไม่ค่อยๆ ตะแคงลง (ในหนังสือทั่วไป ก็จะมีบอกไว้)

·        ห้ามทำการเอ็กซเรย์ใดๆ ผ่านทางหน้าท้อง รวมถึงการ scan ตัวก่อนขึ้นเครื่อง (ไม่เดินทางดีที่สุดค่ะ ถ้าทำได้)

·        ไม่ควรเครียดด้วยนะคะ เพราะเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ฮอร์โมนในมดลูกตก ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อเด็กได้

·        พักผ่อนให้มากๆ ดื่มน้ำมากๆ

·        พยายามตรวจเช็คความดันด้วย แม้ว่าจะไม่ได้มีภาวะความดันโลหิตสูงก็ตาม สักสัปดาห์ละครั้ง

·        พยายามอย่าทานยาอะไรที่นอกเหนือจากที่คุณหมอสั่ง หากมีอาการอะไรให้ปรึกษาคุณหมอก่อน, แต่ยาที่ทานได้ไม่อันตรายคือ พาราเซตรามอน

·        ยาหรือเครื่องสำอางค์ที่จะเป็นอันตรายต่อเด็ก คือมีส่วนผสมของสารดังนี้ (ให้หลีกเลี่ยง)

-          วิตามิน A

-          Accutane (Isotrentinoin)

-          Adapalene

-          Tazarotene

-          Spironolacton

-          Cyproterone acetate

-          เรตินอยด์

-          Tetracycline

-          Salicylic Acid

·        หากว่าที่คุณแม่อายุมากแล้ว และมีบุตรยากด้วย ก็ลองพิจารณาที่จะลาพักงานสักระยะนะคะ, เราเองใครบอกให้พักก็ไม่เชื่อ จนเลือดออกนั่นแหละ ถึงได้หายซ่า คราวนี้เลยได้ลายาวเลย

·        อันนี้เป็นความเชื่อที่ผู้ใหญ่บอกต่อๆ กันมา คือ อย่าเพิ่งรีบไปซื้อของใช้ให้ลูกเตรียมไว้ ตั้งแต่ยังท้องอ่อนๆ เอาไว้สัก 7 เดือนขึ้นไปค่อยไปหาซื้อก็ยังไม่สาย, คงจะเหมือนกับที่เราเคยได้ยินว่าห้ามเอาชุดครุยรับปริญญามาใส่หากยังเรียนไม่จบนั่นแหละมั้ง

·        อาหารการกิน ใช้หลักเดินสายกลาง คือไม่มากไป ไม่น้อยไป

·        การดูแลตัวเองนอกเหนือจากนี้ มีในหนังสือทั่วไป ลองหาอ่านดูนะคะ  เพราะเนื้อหาเยอะมาก

 

  1. การดูแลตัวเองในไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์

v    การดูแลตัวเอง

การดูแลตัวเอง ก็ยังคงดูแลเหมือนกับไตรมาสแรกนะคะ เพราะช่วงไตรมาสที่ 2 ก็ยังมีความเสี่ยงเรื่องเลือดออกและเรื่องของการแท้งได้ค่ะ ช่วงไตรมาสนี้ ท้องจะโตขึ้นจนเรารู้สึกได้ และรู้สึกอิ่มใจลึกๆ แล้วล่ะค่ะ ไม่รู้ทำไมเวลาไม่ท้องก็อยากจะผอมและให้หน้าท้องแบนๆ แต่พอท้อง ก็อยากจะให้ท้องโตขึ้นเร็วๆ เวลาท้องไม่โตสักทีก็เครียด น้ำหนักไม่ขึ้นก็เครียด กลัวลูกจะไม่โต เป็นซะแบบนี้สินะคนที่อยากจะเป็นแม่คน 

 

 

 

การเจาะน้ำคร่ำ ก็คือการเจาะเอาน้ำที่อยู่ในมดลูก ที่อยู่ล้อมรอบตัวทารกนั่นแหละค่ะ ดูดออกมาประมาณหลอดฉีดยาใหญ่ๆ หลอดนึง เพราะต้องกลัวว่าน้ำคร่ำจะหมดนะคะ เพราะสามารถผลิตทดแทนได้ค่ะ และที่เหลือในมดลูกก็ยังเหลืออีกเยอะค่ะ ซึ่งมักจะเจาะใน Week ที่ 18-20

 

การเจาะน้ำคร่ำ คุณหมอจะแนะนำให้เจาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป  หรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อความพิการของทารก เช่น เผลอไปทานยาลดความอ้วน ตอนท้องเพราะไม่รู้ว่าท้อง หรือทานยาบางชนิดที่มีอันตรายต่อทารก ก็สามารถเจาะน้ำคร่ำได้ เพราะการเจาะน้ำคร่ำ เพื่อต้องการให้มั่นใจว่า ลูกมีความสมบูรณ์ทางสมองครบถ้วน (ไม่เป็นดาวน์ซินโดม) ซึ่งคุณหมอจะเจาะเอาน้ำคร่ำไปเพื่อไปดูโครโมโซม (เหมือนกับสมัยที่เราเรียนนั่นแหละค่ะ) ทั้งหมด 23 คู่ว่าปกติทุกคู่หรือไป ซึ่งผลพลอยได้จากการเจาะน้ำคร่ำก็คือ เราจะทราบเพศของทารกได้ 100% ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าจะเป็นหญิงหรือชาย

 

        การเจาะน้ำคร่ำจะไม่สามารถดูความพิการทางด้านร่างกายภายนอกของทารกได้ จะได้เฉพาะเรื่องดาวน์ หรือเรื่องระบบโลหิตเท่านั้น

       

แต่การเจาะน้ำคร่ำก็มีความเสี่ยงต่อการแท้งได้เช่นกัน แต่เป็น % ที่น้อยมากๆ เนื่องจากการแพทย์ปัจจุบันเจริญก้าวหน้าขึ้นเยอะ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ก็มีคุณแม่หลายท่านที่อายุเกิน 35 ปี แต่ไม่ยอมเจาะน้ำคร่ำ เพราะกลัวแท้ง ยอมลุ้นเอา โดยคิดว่าไม่ว่าเค้าจะเป็นอย่างไรก็จะเลี้ยงเค้า เพราะหากตรวจแล้วเจอว่าเป็นดาวน์ คุณหมอก็อาจจะถามว่าจะเอาออกหรือไม่ สำหรับผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี คุณหมอก็มีวิธีเช็คความผิดปกตินี้ได้เช่นเดียวกัน โดยไม่ต้องเจาะน้ำคร่ำ แต่เจาะเอาไขกระดูกตรงหลังคอไปดูแทน แต่ความแม่นยำจะน้อยกว่ามาก

       

วิธีการเจาะน้ำคร่ำ ก็ใช้เวลาเจาะไม่นาน โดยเฉพาะคุณหมอที่มีความชำนาญ

 

·        เริ่มต้นด้วยการที่คุณหมอจะอัลตราซาวด์ดูก่อนว่าทารกอยู่ในท่าไหน เพื่อกะระยะว่าจะทิ่มเข็มลงไปดูดน้ำตรงไหนที่ไม่โดนตัวน้อง และต้องทิ่มลงไปลึกแค่ไหน

·        จากนั้นคุณพยายามก็จะเอาผ้ามาปิดตาเราไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เรากลัว ไม่ให้เห็นเข็ม เพราะเข็มจะยาวมากๆ (คิดดูก็แล้วกันจากด้านบนของท้องเรา จนไปถึงข้างไหนเลย ยิ่งคนท้องใหญ่ยิ่งต้องลึกลงไปอีก) แล้วคุณพยาบาลก็จะจับมือเราเอาไว้กันเราสะดุ้งไปโดยเข็มที่หมอกำลังทิ่มอยู่คุณหมอบางท่านอาจจะจะดูกล้องไปด้วยขณะจิ้มเข็มลงไปเผื่อน้องดิ้น แต่บางท่านเมื่อ Mark จุดบนท้องเราแล้วกะระยะแล้ว ก็ปิดกล้องเลย (จะได้ไม่มีอุปกรณ์อัลตราซาวด์อยู่บนท้องเรา) แล้วจิ้มลงไปเลย ขั้นตอนนี้คุณหมอจะใช้เวลาเร็วมากๆ เพราะหากช้าน้องอาจจะขยับตัวได้ หมอที่เราทำ ไม่ดูกล้องเลยค่ะ พอได้ระยะปุ๊บ พยาบาลปิดตา คุณหมอเอาเข็มจิ้มดูดเลย ใช้เวลาแค่นาทีกว่าๆ ก็เสร็จแล้ว มีคุณพยาบาลคอยให้กำลังใจ และบอกให้เราสูดหายใจลึกๆ ยาวๆ

·        สำหรับในขั้นตอนการเจาะ ใครจะฉีดยาชาก็ได้นะคะ แต่คุณหมอไม่ค่อยแนะนำ เพราะจะเจ็บ 2 ต่อ ฉีดยาชาก็ต้องจิ้มเข็มนึง เจาะน้ำคร่ำอีกเข็มนึง ส่วนใหญ่เท่าที่ถามคนรู้จัก ก็ไม่มีใครฉีดยาชาสักคน เราเองก็ไม่ได้ฉีดเหมือนกัน

·        เจ็บมั้ยตอนเจาะ ? … ถ้าถามเรา เราว่าก็เจ็บนะ แต่เจ็บในระดับที่ทนได้ เจ็บมากกว่าฉีดยาปกติไม่มาก อาจจะเป็นเพราะความกังวลเรื่องอื่นมีมากกว่า เลยทนได้ คนที่อยากจะเป็นแม่คน จะมีฮอร์โมนความอดทนมากกว่าคนปกตินะ เราว่า J

·        เมื่อเจาะเสร็จเรียบร้อย ก็ต้องนอนนิ่งๆ ก่อน เพราะการเจาะก็ทำให้เกิดรูที่ผนังมดลูก หากทำอะไรรุนแรง น้ำคร่ำก็อาจจะซึมออกมา หรือการเป็นแผลฉีกขาดมากขึ้นจากรูแค่รูเดียวได้ ดังนั้น คุณหมอจะให้นอนนิ่งๆ สัก 2 ชั่วโมง ถึงจะให้กลับบ้านได้ แต่กลับบ้านก็ต้องไปนอนพักนิ่งๆ นะคะ ทำอะไรได้แต่ต้องช้าๆ อย่าหักโหม กันไว้ดีกว่าแก้ค่ะ รูที่เจาะน้ำคร่ำจะปิดสนิทได้เองภายใน 24 ชั่วโมง พอเรากลับบ้านเราก็พยายามนอนเฉยๆ ไปประมาณ 24 ชั่วโมงเลยค่ะ  ยกเว้นเวลากิน กับเข้าห้องน้ำ อุตส่าห์อุ้มท้องมาได้ตั้งเกือบ 5 เดือนแล้ว ต้องพยายาม Save ที่สุดค่ะ

·        แล้วก็ต้องรอลุ้นไปอีกประมาณ 2 weeks จึงจะทราบผลว่าเป็นอย่างไร

  

 

v    การตรวจความผิดปกติภายนอก

หลังจากเจาะน้ำคร่ำไปแล้ว ประมาณ 1 week คุณหมอก็จะให้คุณหมออีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นหมอเด็ก ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษเรื่องสรีระของเด็ก มาดูให้ โดยการอัลตราซาวด์ ซึ่งมักจะได้รับการแนะนำให้ซาวด์แบบ 4D เพราะจะเห็นได้ชัดขึ้น

 

        ขั้นตอนนี้เราก็จะได้เห็นโครงหน้า มือ เท้า แขน ขา ตา จมูก ปาก ค่อนข้างชัดมากขึ้น แล้วคุณหมอก็จะ Print ภาพใบหน้าลูกให้ด้วยนะคะ ซึ่งจะใช้เวลานานพอสมควรค่ะ

 

        คุณหมอจะดูค่อนข้างละเอียด ค่อยๆ ดูไปทีละส่วน ตั้งแต่สมองส่วนหน้า-กลาง-หลัง, หัวใจ 4 ห้อง การสูบฉีดเลือดของหัวใจ เส้นเลือดดำ เส้นเลือดแดง ตับ ไต ปลอด กระเพราะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ซึ่งตอนนี้น้องจะขับถ่ายได้แล้ว จะมีน้ำในกระเพาะปัสสาวะด้วย น่าตื่นเต้นนะคะ เพราะจะได้เห็นนิ้วมือ นิ้วเท้า บางทีเค้าก็จะขยับนิ้ว ขยับตัวด้วย แล้วแต่เด็กแต่ละคน แต่รับรองได้ว่า จะทำให้ว่าที่คุณแม่ คุณพ่อ ได้มีรอยยิ้มจากปฏิกิริยาของลูกแน่นอนเลยค่ะ

 

 

 

        ในขั้นตอนนี้ไม่แน่ใจว่าแต่ละสถานพยาบาลจะเหมือนกันหรือเปล่านะคะ แต่ที่เจตนิน จะใช้วิธีนี้ค่ะ (สถานพยาบาลอื่นที่เคยทำมา เผอิญมาไม่ถึงขั้นตอนนี้เลยไม่ทราบน่ะค่ะ)

 

v    การวัดความดันอย่างสม่ำเสมอ

ความดันเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยนะคะ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี แม้จะเป็นผู้ที่ไม่เคยเป็นความดันก็ตาม เพราะหากความดันขึ้นสูง จะเป็นข้อบ่งชี้ ไปสู่ภาวะครรภ์เป็นพิษได้ค่ะ ดังนั้นควรจะหาโอกาสวัดความดันทุกๆ สัปดาห์ หากซื้อเครื่องวัดความดันไว้ที่บ้านก็จะสะดวกค่ะ เป็นแบบ Digital วัดง่ายๆ เพราะบางครั้งคุณหมออาจจะนัดตรวจเดือนละครั้ง หรือ 2 เดือนครั้ง ซึ่งห่างเกินไปหากจะรอวัดความดันตอนที่ไปพบคุณหมอค่ะ และที่สำคัญอย่าวางใจการวัดความดันของพยาบาลหน้าห้อง หากเป็นเครื่องวัดแบบบีบๆ เพราะจากประสบการณ์ของตัวเองเวลาไป รพ. พยาบาลวัดทีไร บอก 120/80 ปกติทุกที จนเราต้องบอกว่า ลองใช้เครื่องอัติโนมัติวัดอีกทีได้ไหมคะ (เพราะเราเป็นความดันสูงอยู่แล้ว เลยรู้ว่าไม่ใช่ 120/80 แน่ๆ) พอวัดใหม่ก็ปรากฎว่าสูงจริงๆ คุณพยาบาลก็ทำหน้าเสียนิดหน่อย เลยเป็นอุทราหรณ์ว่า เวลาพยาบาล 120/80 ให้ลองเช็คกับเครื่องวัดแบบ Digital ด้วยนะคะ

 

        หากพบว่าเป็นความดันสูง อาการที่ต้องสังเกตุควบคู่กันไปก็คือ อาการบวมตามมือ และเท้า หาก ความดันสูงด้วย และเท้าบวมมากด้วย ให้รีบไปพบคุณหมอที่ฝากครรภ์เลยนะคะ ไม่ต้องรอให้ถึงวันนัดนะคะ

 

        จากประสบการณ์ของพี่ที่ทำงาน เพิ่งจะพบคุณหมอมาได้ 2 weeks ตอนที่พบหมอก็ปกติทุกอย่าง ผ่านมาได้ week กว่าๆ ก็เริ่มเท้าบวม ก็คิดว่าบวมปกติตามประสาคนท้อง แต่ก็รู้สึกบวมมากจัง พอมาอีก week นึง ก็ไปพบคุณหมอ ปรากฎว่าความดันสูงมาก และเข้าสู่ภาวะครรภ์เป็นพิษ จนต้องรีบเอาน้องออกมาเลี้ยงข้างนอก แต่ก็ถือว่าเสี่ยงมากๆ เลย เพราะน้ำบวมไปทั้งตัวและเข้าไปสู่ปอด สู่ห้องหัวใจแล้ว ตอนนั้นเข้าสู่ภาวะอันตรายมากทั้งแม่และลูก โชคดีที่คุณหมอเก่ง ก็รอดมาได้ทั้งแม่และลูก แต่ลูกน้ำหนักได้แค่ 1.3 Kg เอง ลูกต้องอยู่ในตู้อบเป็นเดือนๆ เลยค่ะ 

 

v    ภาวะเลือดจาง

ช่วงนี้อาจจะพบภาวะเลือดจางได้นะคะ เพราะลูกจะเอาไปใช้เยอะทีเดียว ปกติคุณหมอจะให้ทานธาตุเหล็กเพิ่ม หากคุณหมอไม่ได้ให้ทาน ถ้าจะให้ดีก็ควรดูแลตัวเองด้วยนะคะ จะลองขอคุณหมอตรวจเลือดดูก็ได้ หากพบภาวะเลือดจาง จะได้รู้ว่าจะเสริมธาตุเหล็กมากน้อยแค่ไหนน่ะค่ะ

 

ประสบการณ์ .. ตัวเราเองก็ถือว่าโชคดี เพราะเราจะคอย Monitor ตัวเองตลอดไม่รอแค่ตาม Step ของหมอ พอเราศึกษาว่าอาจจะเกิดภาวะเลือดจางได้ เราก็เลยขอตรวจเลือด ซึ่งคุณหมอไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว พอตรวจก็พบว่าเลือดเริ่มจางลงจริงๆ หมอก็เลยให้ทานธาตุเหล็ก พอทานไปได้สักเดือนกว่าๆ เราก็ขอคุณหมอตรวจเลือดอีก (คุณหมอไม่ได้แนะนำให้ตรวจ ก็ให้ทานยาไปเรื่อยๆ อีกอย่างคุณหมออาจจะมี case มาก ไม่สามารถติดตามเราได้ใกล้ชิดขนาดนั้น และหากให้ตรวจบ่อยๆ คุณแม่บางท่านก็อาจจะไม่ชอบก็เป็นได้) ก็พบว่าไม่ดีขึ้นเท่าไหร่ คุณหมอก็เลยให้เพิ่มปริมาณ ร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน คุณหมออาจจะให้ทานขนาดนี้กับท่านอื่นแล้ว ok แต่กับเราอาจจะไม่พอก็เป็นไปได้ การที่เราคอยดูการเปลี่ยนแปลงของตัวเราเองด้วย ทำให้ภาวะเลือดจางเราดีขึ้นได้ทันก่อนคลอด คุณหมอบอกว่าหากเลือดจางมากต่ำกว่า 25 อาจจะทำให้อันตรายตอนคลอดได้ และอาจจะต้องเตรียมเลือดไว้ ซึ่งการรับเลือดของคนอื่น ก็อาจจะมีปัญหาอื่นตามมาได้อีก ,ตอนแรกเราตรวจได้ 29 จากคนปกติคือ 37, ทานยาไป 3 เดือน ประกอบกับทานอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กเสริมขึ้นอีกแรง เลย กู้ขึ้นมาได้เป็น 35 ก็ถือว่าพอใช้ได้มีเดียว (ทำให้โชคดีตอนที่คลอดไม่ต้องให้เลือด จากที่คุณสั่งให้เตรียมเลือดเอาไว้แล้วด้วย)

 

สรุปก็คือเราต้องดูการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง และควรตัดสินใจเองด้วยที่จะทำการตรวจ หากไม่มั่นใจ โดยไม่ต้องรอให้คุณหมอเป็นฝ่ายนัด หรือแนะนำ เพราะคนที่จะรู้ถึงความผิดปกติของตังเราได้ดีที่สุด ก็คือตัวเราเอง

 

v    การเล่นโยคะสำหรับคนท้อง … ยังไม่แนะนำนะคะ

 

คุณหมอบอกว่าการท้องจากการทำเด็กหลอดแก้ว คุณภาพครรภ์เราจะไม่แข็งแรงเหมือนกับการท้องธรรมชาติ จนกว่าจะเลย 6 เดือนไปแล้ว จึงจะถือว่าเป็นปกติเหมือนกับคนท้องทั่วไป ดังนั้นการเล่นโยคะ หรือออกกำลังหักโหม เราว่าอย่าเพิ่งเล่นดีกว่าค่ะ แต่ถ้าบริหารแขน ขา คอ แบบเบาๆ ก็ได้ค่ะ

 

v    ตะคริว

ตอนนี้จะเริ่มพบปัญหาการเป็นตะคริวได้แล้วค่ะ วิธีป้องกันให้เกิดได้น้อยลงหรือไม่เกิดเลยก็คือ การบริหารโดยการนอนเหยียดขาแล้วกระดกปลายนิ้วเท้าเข้ามาหาตัวให้สุดๆ จะทำพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง หรือทีละข้างก็ได้ค่ะ แล้วก็เหยียดปลายเท้าไปข้างหน้าสุดๆ สลับกัน เราจะรู้สึกตึงๆ ที่น่อง ทำแบบนี้ทุกวัน ก่อนนอนก็ได้ค่ะ สักวันละ 30-40 ครั้ง ช่วยได้เยอะค่ะ ทำให้เราไม่ค่อยเป็นตะคริวเท่าไหร่ ตลอดการท้องเป็นแค่ ครั้ง 2 ครั้งเองค่ะ

 

v    วัคซีนป้องกันบาดทะยัก

คุณหมอบางท่านอาจจะแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก เผื่อเอาไว้ หากตอนคลอด ไม่ว่าจะเป็นการคลอดเองหรือการผ่าตัด ป้องกันการติดเชื้อ เราคิดว่าเนื่องจากเราอยู่ในภาวะผู้มีบุตรยากจนต้องทำเด็กหลอดแก้ว ดังนั้นคุณหมอคงต้องพยายามให้ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นทุกอย่างถ้าทำได้ จึงให้ฉีดวัคซีนนี้ป้องกันเอาไว้ หากมั่นใจว่าโรงพยาบาลที่เราจะไปทำคลอดนั้น ห้องผ่าตัดสะอาดไม่ติดเชื้อแน่นอน ก็ไม่ต้องฉีดก็ได้ค่ะ

        หากใครจะฉีด ต้องฉีดเข็มแรกก่อนคลอดไม่ต่ำกว่า 3 เดือน เข็มที่ 2 ฉีดตามมาอีก 2 เดือน และ เข็มที่ 3 ฉีดหลังจากเข็มแรก 6 เดือน -  1 ปี เป็นการฉีดกระตุ้น และเมื่อฉีดแล้ว จะป้องกันได้ 10 ปี   

 

 

v    การตรวจหาเบาหวานแฝง

สำหรับคนที่อายุเกิน 35 ปี มีอีก 1 ความเสี่ยง ก็คือโรคเบาหวาน ถึงแม้จะไม่ได้เป็นโรคเบาหวานมาก่อนก็ตาม แต่อาจจะมีเบาหวานแฝงได้ ดังนั้นคุณหมอจะให้ตรวจหาเบาหวานแฝงเมื่อเริ่มเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 เนื่องจากเป็นไตรมาสที่สามารถจะเกิดการคลอดก่อนกำหนดได้

        การตรวจหาเบาหวานแฝง ก็มีทั้งการตรวจชุดเล็ก และชุดใหญ่ ซึ่งการตรวจชุดใหญ่จะให้ความแม่นยำมากกว่า

        การตรวจแบบชุดเล็ก คุณหมอก็ให้ทานน้ำตาลผสมน้ำในประมาณแก้วนึง รอเวลาสักระยะหนึ่งก็เจาะเลือดตรวจว่าพบเบาหวานหรือไม่ โดยไม่ต้องงดน้ำงดอาหาร

        การตรวจแบบชุดใหญ่ ต้องอดน้ำ อดอาหารมาก่อน พอไปถึงก็ต้องทำการเจาะเลือดตรวจดูก่อน รอระยะหนี่ง ก็ให้ทานน้ำตาลผสมน้ำแก้วนึง (ปริมาณน้ำตาลจะมากกว่าชุดเล็ก) รอชั่วโมงนึงก็เจาะเลือดตรวจ จากนั้นก็รออีก 1 ชั่วโมงก็เจาะเลือดไปตรวจอีกเป็นครั้งที่ 2 … จากนั้นก็รออีก 1 ชั่วโมงก็เจาะเลือดไปตรวจอีก เป็นครั้งที่ 3 … เป็นอันเสร็จขบวนการ จึงจะทานอาหารได้ ก็ใช้เวลาตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงเลย

      เวลาเจาะเลือดไม่ได้ต้องเจาะใหม่ทุกครั้งนะคะ เค้าจะปักเข็มไว้เลยเหมือนการให้น้ำเกลือ แล้วก็ใช้หลอดดูดมาต่อกับเข็มที่ปักไว้แล้ว คือเจ็บครั้งเดียว แต่ดูดเลือดไป 4 ครั้ง

        ที่ต้องตรวจหาเบาหวานแฝง เนื่องจาก หากพบว่ามีเบาหวานแฝง จะมีโอกาสเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้มาก รวมถึงตอนคลอดก็อาจจะเสียเลือดเยอะ คุณหมอจะได้เตรียมป้องกันและวางแผนไว้ก่อนค่ะ

      การตรวจหาเบาหวานแฝง แต่ละสถานพยาบาล อาจจะมีกรรมวิธีที่ต่างกันได้นิดหน่อย เท่าที่ลองสอบถามคุณแม่ท่านอื่นๆ ดูนะคะ

 

v    การคลอดก่อนกำหนด (หากจำเป็น)

การคลอดก่อนกำหนดที่เกิดขึ้นในไตรมาสนี้ ลูกมีโอกาสรอดได้สูง หากเจอคุณหมอและโรงพยาบาลที่มีคุณภาพ และการคลอดก่อนกำหนดส่วนใหญ่เลย ก็จะเกิดจากภาวะครรภ์เป็นพิษ หรือเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ หรือ สายสะดือพันคอเด็ก

       

สำหรับเรื่องสายสะดือพันคอนั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีวิธีป้องกัน ขึ้นอยู่กับการดิ้นของทารก ว่าที่คุณแม่ต้องสังเกตการดิ้นของลูกตลอดเวลา หากดิ้นน้อยลงให้รีบไปหาหมอให้ซาวด์ดูเลย (ไม่ต้องให้รอจนไม่ดิ้นนะคะ) ไม่ต้องกลัวหมอจะว่า ว่าเราขี้กังวลเกินไป เอาชัวร์ไว้ก่อนดีกว่า เราเองก็วิ่งไปซาวด์หลายครั้งเหมือนกัน พอซาวด์แล้วไม่มีอะไรก็สบายใจ ใครจะขำเราก็ไม่สนใจ เพราะมีหลาย case มากที่เราได้ยินมา รวมถึง case ของพี่ที่ทำงาน ที่อย่างเข้าเดือนที่ 7-8 แล้ว แล้วสายสะดือพันคอจนต้องเสียลูกไป

       

คุณหมอบอกว่าสายสะดือแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนสั้น บางคนยาว คนที่สั้น บางครั้งพันได้ 2 ครั้ง ก็ lock แล้ว แป๊บเดียวน้องก็ไม่รอดแล้ว รอมาหาหมอยังงัยก็ไม่ทัน บางคนพันตั้ง 4-5 รอบ ยังรอดได้ก็มี คุณหมอบอกว่าเป็นเรื่องฟ้าลิขิตจริงๆ เรื่องนี้

      

  เรากังวลมากๆ เลยเรื่องสายสะดือพันคอเด็ก เพราะเป็นเรื่องที่ป้องกันไม่ได้ กังวลจนเครียดมาก สุดท้ายต้องใช้วิธีคิดว่า เราไม่เคยทำเวรกรรมอะไรกับเด็กเลย ไม่เคยทำบาปทำกรรม แล้วเราก็หมั่นทำบุญ ยังงัยลูกเราก็ต้องปลอดภัย ถ้าลูกจะมาเกิดกับแม่ ยังไงลูกก็ต้องปลอดภัย ก็ทำให้สบายใจขึ้นมาหน่อย เพื่อนบางคนก็คิดว่า อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดเป็นสัจธรรม เราทำให้ดีที่สุดก็พอ ก็ทำให้เค้าไม่คิดมาก

 

        ส่วนเรื่องครรภ์เป็นพิษนั้น เป็นสิ่งที่เราป้องกัน หรือแม้ป้องกันไม่ได้ ก็สามารถรู้ได้ทันและแก้ปัญหาได้ทัน จากที่ได้เกริ่นๆ มาบ้างแล้ว เรื่องของการหมั่นเช็คความดันโลหิต และอาการเท้าบวมตัวบวม ไว้ทุกอย่างก็น่าจะแก้ไขได้ทัน

       

ในเรื่องนี้ขอเล่าจากเรื่องที่เกิดกับตัวเองเพื่อเป็นอุทราหรณ์ให้กับทุกคนก็แล้วกันนะคะ

       

อาจจะเป็นโชคดีก็ได้ที่เราเองเป็นโรคความดันสูง ซึ่งเป็นโรคประจำตัวอยู่แล้ว จึง Monitor ความดันเป็นประจำทุกวันและจดบันทึกไว้ตลอด (ตอนไปหาคุณหมอหลายๆ ท่าน เมื่อพบว่าเราเป็นความดันสูง ก็แนะนำว่ายังไม่ควรทำ ให้ไปรักษาความดันให้หายก่อน ไม่งั้นโอกาสครรภ์เป็นพิษมีถึง 85% เราก็เลยท่านยา ควบคุมอาหาร และ monitor ตัวเองมาก เพราะอยากได้ลูก) … พอเข้าช่วงสัปดาห์ที่ 24 ก็ดูว่าค่าความดันเริ่มมีแนวโน้มสูงขึ้น ก็เลยรีบไปหาคุณหมอความดัน คุณหมอความดันก็แจ้งว่ามีความเสี่ยงนะ และให้ตรวจเลือดดู ก็พบว่าเลือดเริ่มจาง (โดยบังเอิญ เพราะความดันกับเลือดจางไม่ได้เกี่ยวกัน) ก็เลยเอาผลเลือดไปให้หมอที่ฝากครรภ์ดู คุณหมอก็เลยสั่งเหล็กให้ทานเพิ่ม ส่วนคุณหมอก็เพิ่มปริมาณยาความดัน

 

ผ่านไปได้อีก 3-4 weeks เราก็ขอตรวจเลือดดูว่าเลือดจางเป็นอย่างไร เพราะรู้ว่าจะมีผลตอนคลอด ก็พบว่าไม่ค่อยดีขึ้น ก็เลยเอาผลเลือดไปพบหมอฝากครรภ์ คุณหมอก็บอกว่าให้ทานเหล็กต่อ และเพิ่มวิตามินรวมให้ ซึ่งก็มีเหล็กอยู่ด้วยอีกตัวหนึ่ง แต่วันนั้นทำให้เรารู้ว่าเกิดความคาดเคลื่อนคือหมอให้กินเหล็ก 3 เวลา แต่ตอนที่เภสัชแจ้งบอกให้กิน 2 เวลา ก็เลยกู้กับได้ช้า (หากเราไม่ตัดสินใจขอตรวจเลือดเอง และไปพบหมอ ก็คงกินเท่าเดิม และไม่ได้เพิ่มยา ถึงตอนคลอดมีปัญหาแน่ๆ) ส่วนความดันก็ยังสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีแนวโน้มจะลดเลย  ก็พยายามพักผ่อน และควบคุมอาหารเข้มมากขึ้น

 

ถัดมาอีก 2-3 weeks ก็ขอตรวจเลือดดูอีก ก็พบว่าเรื่องเลือดจาง เริ่มดีขึ้นและดีขึ้นเร็วมาก (ถ้าไม่เข้าใจผิดเรื่องการกินยา อาจจะดีขึ้นนานแล้ว) ก็เริ่มสบายใจขึ้น แล้วก็ไปพบคุณหมอความดันเอาผลความดันที่วัดทุกวันให้คุณหมอดู คุณหมอก็ให้เพิ่มยาอีก ตอนนี้ทานยาความดันวันละ 8 เม็ดแล้ว เมื่อถึงสัปดาห์ที่ 34 ความดันก็ยังคงทรงตัวไม่ลง และบางวันก็สูงขึ้น ประกอบกับเท้าเริ่มบวมผิดปกติ ก็เลยรีบไปพบคุณหมอความดัน คุณหมอก็เพิ่มยาอีกตัวหนึ่งทานควบคู่กันไป สรุปทานยาความดันรวมเป็นวันละ 12 เม็ดแล้ว เมื่อถึงสัปดาห์ที่ 35 ก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีแล้ว เพราะความดันไม่ลด แถมเท้าก็บวมไม่หาย ก็เลยขอนัดพบคุณหมอฝากครรภ์เข้าไปก่อน (จริงๆ คุณหมอนัดสัปดาห์ที่ 36) พอคุณหมอซาวด์ดูก็พบว่า รกเริ่มเสื่อมแล้ว คุณหมอให้หยุดงาน และพยายามนอนให้มากที่สุด เคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด ก็เลยตัดสินใจเข้า Admit ที่รพ.เลย มีคุณหมอความดันและคุณหมอฝากครรภ์มาดูอาการทุกวัน สบายใจกว่า

 

ช่วงที่ Admit คุณหมอความดันก็มาเช็คความดันทุกวัน บางวันสูงมาก ก็เพิ่มยาอีก 1 ตัวพิเศษกลายเป็นวันละ 13 เม็ด บางวัน คุณหมอสูติ ก็มาเยี่ยมและให้ใช้เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจน้องว่ามีความผิดปกติหรือเปล่า ซึ่งต้องใช้เครื่องวางที่หน้าท้องเป็นคลื่นเสียง และมีปุ่มให้เรากดหากลูกดิ้น ผลจะออกมาเป็นกราฟ ว่าน้อง ok หรือไม่

 

วันที่ 7 Mar 10 คุณหมอแนะนำให้ผ่าคลอดเลยวันที่ 12 Mar 10 เพราะ รกเริ่มเสื่อมมากขึ้น แต่ผลตรวจน้อง ok เลยอยากรอให้อีกสักหน่อยให้น้องอยู่ในท้องให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้

 

วันที่ 8 Mar 10 หมอสูติก็มาเยี่ยมปกติ คุณหมอก็ถามเรื่องความดัน เราก็บอกหมอว่าความดันยังสูงอยู่ และโชคดีมากที่คุณเล่นกับหมอไปว่า ตอนนี้ทานยาวันละ 13 เม็ดแล้ว คุณหมอก็ทำท่าตกใจนิดหน่อย (หมอแต่ละท่านทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ก้าวก่ายกันทำให้บางครั้งก็อาจจะเกิดข้อผิดพลาดได้ เพราะหมอแต่ละท่านก็เก่งไปคนละอย่าง แก้โรคที่ตัวเองดูได้ แต่อาจจะไปกระทบกับเรื่องอื่นๆได้) และสั่งพยาบาลว่าคืนนี้ให้งดน้ำและอาหารตอนเที่ยงคืนและให้ตรวจเลือดตอนเช้าเลย

 

พอเช้าวันที่ 8 Mar 10 พยาบาลก็มาตรวจเลือด ผลเลือดออกตอนสายๆ คุณหมอมาบอกว่าผลเลือดไม่ค่อยดี (อาจจะเป็นผลข้างเคียงจากการทานยาความดันเยอะเกินไปด้วยประกอบกัน ทำให้ค่าของเอ็นไซด์ตับ ไต และอีกหลายค่าสูงเกินค่า Max) ให้รีบผ่าคลอดพรุ่งนี้เลย เราก็ตกใจนิดหน่อย แต่ก็ ok รีบผ่าก็ดี เพราะกว่าจะผ่านไปได้แต่ละวัน ทรมานใจมากๆ ก็ทำเรื่องย้ายเข้า รพ.บำรุงราษฎร์ เพราะตอน Admit, Admit อยู่ที่ เจตนิน (เพราะคุณหมออยู่ที่เจตนิน ก็มาดูเราได้สะดวกกว่า คุณหมอความดันก็ประจำที่บำรุงราษฎร์ แต่เข้าตรวจที่เจตนินด้วย)

 

แต่เนื่องจากเรารู้ว่าเรามีภาวะเสี่ยงหลายอย่างและ รพ.บำรุงราษฎร์ อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ จะพร้อมมากกว่า ส่วนคุณหมอก็รับผ่าคลอดให้ที่บำรุงราษฎร์ด้วย คุณหมอความดันก็อยู่บำรุงราษฎร์ก็ถือว่าโชคดี และทาง เจตนิน ก็ประสานงานบำรุงราษฎร์ให้ ก็ย้ายเข้าบำรุงราษฎร์เย็นวันนั้นเลย ไปถึงก็นอนรอ ตื่นเต้นมากที่พรุ่งนี้จะผ่าแล้ว เร็วกว่าที่เตรียมใจไว้ ซึ่งวันที่ 9 Mar 10 ก็จะครบ 36 weeks พอดี ดีที่เราไม่ได้ถือเรื่องเวลาเกิดมากเท่าไหร่ ไม่ได้ไปดูว่าต้องวันไหนเวลาไหน เอาเป็นว่าดูตามปฏิทินจีน แล้วไม่ใช่วัน กาลกินีเป็นใช้ได้ ก็เลยไม่เครียดว่าจะไม่ได้คลอดตามฤกษ์ที่ดูไว้ เห็นไหมคะ ทุกอย่างเกิดจากที่เรา Monitor ตัวเอง บวกกับความบังเอิญทำให้ เราสามารถแก้ไขอะไรได้ทัน ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ เกิดขึ้นก่อนถึงวันที่คุณหมอนัดตรวจครั้งต่อไปอีกนะคะ เพราะคุณหมอนัดวันที่ 17 Mar 10 … ลองคิดดูสิคะ ถ้าหากรอจนถึงวันหมอนัดจะเกิดอะไรขึ้น

 

แต่ก็มีเรื่องตื่นเต้นจนได้ เพราะคืนนั้นคุณพยาบาลเดินเข้ามาบอกว่า คุณหมอแจ้งเลื่อนผ่าตัดจากพรุ่งนี้เป็นวันที่ 10 Mar แทน เพราะคุณหมอติดธุระด่วน (ขอไม่บอกรายละเอียด เพราะไม่แน่ใจว่าบอกได้หรือเปล่าน่ะค่ะ) เรางี้เครียดมากเลย เพราะคุณหมอเพิ่งบอกเราเองว่าต้องผ่าด่วน แต่คุณหมอมาผ่าให้ไม่ได้ สรุปว่าวันที่ 9 ทั้งกลางวัน กลางคืน เราไม่ได้นอนเลย นอนไม่หลับ ได้แต่สวดภาวนา ให้ลูกปลอดภัย

 

ส่วนลูกก็เหมือนว่าจะเข้าใจแม่เป็นอย่างดี เพราะลูกจะดิ้นตลอดเลย ถ้าลูกเงียบไป เราคงใจไม่ดีมากๆ และทางบำรุงราษฎร์ ก็จะเอาเครื่องมาฟังเสียงหัวใจน้องเป็นระยะ นอนอย่างทรมานใจจนถึงเช้าวันที่ 10 Mar คุณพยาบาลก็มาพาไปเตรียมตัวในห้องคลอด หมอทุกท่านมาพร้อม ร่างกายเราก็ถูกเตรียมทุกๆ อย่างไว้แล้ว ระหว่างนอนรอ กางแขนกางขนผูกไว้เรียบร้อยแล้วนั้น ก็มีโทรศัพท์ดัง ได้ยินคุณหมอเด็กบอกคุณหมอท่านอื่นว่า คุณหมอไปผิดโรงพยาบาล กำลังรีบมา J (ไม่แน่ใจว่าเล่ารายละเอียดได้ไหม ขอละไว้ก่อนนะคะ) … เรางี้ไม่รู้จะร้องไห้ หรือขำกับเรื่องที่เกิดกับตัวเองดี โชคชะตาจะทำให้เราตื่นเต้นไปถึงไหนกัน

 

คุณหมอรมยาก็บอกให้เอาผ้ามาคลุมตัวให้ก่อน เพราะห้องผ่าตัดเย็นมากๆ เรางี้ปากสั่นเลย นอนรออยู่พักใหญ่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนตะโกนบอกว่าคุณหมอมาถึงแล้วกำลังเปลี่ยนเสื้ออยู่ เท่านั้นแหละค่ะ คุณหมอรมยาก็รมยาให้เลย ไม่ต้องรอเจอหน้าคุณหมอที่จะผ่าแล้ว (ตามธรรมเนียม ต้องรอให้เราได้เจอหน้าคุณหมอที่จะผ่าก่อน แล้วจึงจะรมยาเรา) เราก็รู้สึกง่วงมากและไม่รู้ตัวอีกเลย มารู้ตัวอีกทีคืออยู่ห้องพักฟื้นเรียบร้อยแล้ว J แล้วก็เผอิญว่าวันที่ 10 Mar 10 และ เวลาคลอด ก็เป็นวันที่ดีมาก และฤกษ์ดีมากด้วยจากที่น้องคนหนึ่งเค้าดูให้ สรุปว่าเด็กเค้าเลือกฤกษ์เกิดเองค่ะ เราไม่ต้องไปบังคับเค้าหรอกค่ะ J

 

v    วัดซีนป้องกันบาดทะยัก

อย่าลืมไปฉีดวัดซีนป้องกันบาดทะยักเข็มที่ 2 นะคะ หากใครที่ฉีดเข็มที่ 1 ไปแล้วน่ะค่ะ

 

v    พยายามจดบันทึก อัตราการดิ้นของลูก

ไตรมาสนี้ น้องจะดิ้นค่อนข้างสม่ำเสมอ ถ้าหากมีอัตราการดิ้นที่น้อยลงผิดปกติ หรือ มากผิดปกติ ให้รีบไปพบแพทย์เลยนะคะ เพราะไตรมาสนี้เข้าสู่ภาวะเสี่ยง ทั้งครรภ์เป็นพิษ และเรื่องสายสะดือน่ะค่ะ

       

หาสมุดซักเล่มคอยจดเวลาลูกดิ้น อาจจะไม่ต้องละเอียดมากเดี๋ยวจะเครียด อาจจะตีตารางเป็นทุกชั่วโมง หรือ ทุก 2 ชั่วโมงเอาไว้ พอลูกดิ้นก็ Mark ไว้ ในช่วงที่ทำไว้  ทุกๆ 2 ชั่วโมงลูกควรจะดิ้นสักหน่อยนะคะ หรือหาก ผ่านมา 2 ชั่วโมงแล้วลูกยังไม่ดิ้น ก็ลองดูอีก 2 ชั่วโมง หาก 2 ชั่วโมงถัดมาลูกดิ้น ก็ไม่มีปัญหาค่ะ ลูกอาจจะหลับได้ค่ะ หรือหากผ่านไป 4 ชั่วโมงแล้วลูกยังไม่ดิ้นก็ต้องเริ่มดูแล้วค่ะว่าผิดสังเกตุหรือเปล่า รออีก 2 ชั่วโมงถ้ายังไม่ดิ้นอีก ก็น่าจะไปพบแพทย์ได้แล้วค่ะ อันนี้เป็นสูตรเราเองนะคะ เพราะตามตำรา หรือพยาบาลที่อบรม จะบอกว่า ลูกดิ้นวันละ 10 ครั้ง ถือว่า ok … แต่เราคิดว่าหากลูกดิ้นครบ 10 ครั้งแล้วตั้งแต่เช้า แล้วตั้งแต่บ่ายถึงกลางคืนไม่ดิ้นเลย ก็ไม่น่าไว้ใจนะคะ เอาเป็นว่าตรวจเช็คตลอดทั้งวันจะดีกว่าค่ะ (เราเคยใช้วิธีการจำ พบว่าพอท้องเริ่มโตเราจะเริ่มหลง ๆลืมๆ ค่ะ จะเริ่มสับสนว่าลูกดิ้นไปเมื่อไหร่ เอาเป็นว่าจดไว้ชัวร์กว่าค่ะ ใช้เวลาแต่ไม่ถึงครึ่งนาทีก็เสร็จแล้ว)

       

เรื่องนี้ต้องแล้วแต่ว่าที่คุณแม่แต่ละคนจะต้องสังเกตุเอาเองนะคะ เพราะพฤติกรรมเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราต้องจับจังหวะลูกเราเองว่าเค้าดิ้นอย่างไร เวลาไหน หากผิดปกติไปจากทุกๆวันก็อย่าวางใจค่ะ ไม่ต้องเกรงใจหรืออายหมอนะคะ เอาลูกปลอดภัยชัวร์ไว้ก่อนดีกว่าค่ะ

       

จากประสบการณ์พี่คนนึง ตั้งครรภ์ได้ 8 เดือน บ่ายวันนึงก็รู้สึกลูกดิ้นน้อยลง แทบจะไม่ดิ้นเลย พี่ชายก็บอกว่าให้กินน้ำส้มไปเยอะๆ เดี๋ยวลูกก็จะดิ้นเอง (เพราะลูกรับรู้รสเปรี้ยวหวานได้แล้ว) พอถึงกลางคืนก็โทรหาหมอ แต่หมอกลับบ้านหมดแล้ว พยาบาลบอกว่าเช้าให้เข้ามาตรวจดู  พอเช้าไปตรวจก็พบว่าน้องเสียไปแล้วค่ะ เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากนะคะ เราคุยกับพี่เค้า ก็สงสารเพราะพูดเรื่องนี้ทีไรพี่เค้าก็ร้องไห้ทุกทีเลย เค้าทำ ICSI มาหลายครั้งมากแล้ว เพิ่งจะติด แต่ก็ต้องมาเสียน้องไปอีก

        แต่อย่ากังวลจนเกินไปนะคะ ถ้าเราหมั่นสังเกตุ และอย่าวางใจหากมีความผิดปกติ ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกค่ะ 

  

 

v    การซาวด์บ่อยๆ ไม่อันตราย อย่างที่คิด

เราเป็นคนนึงที่ชอบให้ซาวด์ ทุกครั้งที่ไปหาหมอ และหากหมอนัดห่าง เราก็จะนัดเพิ่มเข้าไปเอง ได้เห็นว่าลูกปกติดี ทุกๆ เดือน สบายใจกว่า พอไตรมาสที่ 3 ขอเป็น 2-3 weeks ครั้งเลย พอใกล้ๆ ก็เป็นทุก week

     

การซาวด์ในปัจจุบันเป็นการใช้คลื่นเสียงอย่างต่ำ ต่ำกว่าการฟังวิทยุ AM อีก (เท่าที่หมอบอกมา) ทำให้ไม่ได้มีอันตรายอะไร  ไม่เหมือนสมัยก่อน ที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีของคลื่นเสียง แต่เสียตังค์เยอะเท่านั้นเองค่ะ หากซาวด์บ่อย

       

เคยคุยกับน้องบางคน บาง รพ. ซาวด์น้อยมาก คุณหมอไม่ค่อยซาวด์ให้ ตั้งแต่ท้องจนถึง 7 เดือน เพิ่งจะซาวด์ไป 2 ครั้ง เอง คุณหมอฟังอัตราการเต้นของหัวใจน้องอย่างเดียว แต่น้องเค้าอายุยังน้อยและท้องธรรมชาติด้วย คุณหมออาจจะมองว่าไม่มีความเสี่ยงเท่าไหร่ ไม่น่าเป็นห่วง แต่เป็นเราคงอดใจไม่ไหวแน่เลยต้องขอดูลูกซะหน่อย

 

 

 

 

 

 

 

 

****************************

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านบ้าง ไม่มากก็น้อยนะคะ ขออวยพรให้ว่าที่คุณแม่ทุกท่านสมหวังนะคะ

ด้วยความปรารถนาดี

ผักบุ้ง

จินตนา ผโลประการ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  1. การดูแลตัวเองในไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์

 

v    การเจาะน้ำคร่ำ

  1. การดูแลตัวเองในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์

-          จากนี้ก็ต้องนอนกลั้นปัสสวะ ไปอีกอย่างน้อย ครึ่งชั่วโมง  ขอแนะนำว่าควรจะหาอะไรที่เราจะทำได้เพื่อฆ่าเวลา ไม่ควรนอนเฉยๆ เพราะจะทรมานมาก อาจจะเป็นเกมส์มือถือที่เราเล่นแล้วหยุดไม่ได้ หรือ ซูโดกุ  สักกระดานหรือสองกระดาน ก็จะทำให้เวลาครึ่งชั่วโมงผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเป็นผลพลอยได้แล้ว ยิ่งทนได้นานเท่าไหร่ยิ่งดี แต่ถ้าไม่ไหวแล้ว พยาบาลก็จะเอากระโถนผู้ป่วยมาให้เราปัสสวะบนเตียงคนไข้ ยังไม่ให้ลุก รอจนได้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จึงให้กลับบ้านได้ หรือขึ้นไปนอนต่อบนห้องพักฟื้น

ขั้นตอนการใส่กลับตัวอ่อน

·        วันรุ่งขึ้น ทางห้อง lab ก็จะทำการนำไข่และอสุจิให้ผสมกันเอง ที่เรียกว่าการทำ IVF (หากท่านใดที่อสุจิไม่แข็งแรง ก็อาจจะต้องใช้วิธีที่เรียกว่า ICSI คือช่วยอสุจิเจาะเข้าไข่ไปให้ เรียกได้ว่าช่วยจนถึงที่สุดแล้ว ไม่ต้องออกแรงอะไรเลย ซึ่งจะทำให้เพิ่มความมั่นใจได้ว่าไข่กับอสุจิเจอกันแน่ๆ) … จากนั้น ทางสถานพยาบาลก็จะโทรรายงานผลให้เราทราบทุกๆวันว่า จากไข่ทั้งหมดนั้น

·        หลังจากนั้น ก็จะต้องนอนอยู่ให้ห้องดูอาการไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมง  หรืออาจจะมากกว่านั้นสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้ยาสลบ หรือมีอาการแทรกซ้อน  จึงให้กลับบ้านได้ ซึ่งหมอวิสัญญีนั่นแหละที่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบเราไปจนกว่าเราจะกลับบ้านได้ (บางสถานพยาบาลใจดีก็อาจจะมีนม หรือโอวัลตินให้ดื่มก่อน เพราะตั้งแต่เที่ยงคืนจนผ่าตัดเสร็จเราจะไม่ได้กินอะไรเลย)

·        หากพบว่าผลตรวจเลือด และความหนาของผนังมดลูกหนาใช้ได้ หมอก็จะเริ่มให้ฉีดยากระตุ้นไข่ให้ตกเยอะๆ ซึ่งหากเราไม่เคยทำมาก่อน หมอจะเริ่มจากปริมาณยาที่ไม่มากนัก และนัดมาดูว่าได้ไข่เยอะไหม ถ้าได้น้อยก็จะเพิ่มปริมาณยาที่ฉีดให้ (ซึ่งมักจะไม่ทัน เพราะไข่จะตกใน 2-4 วันแรกที่ฉีดยา หลังจากนั้นคือฉีดเร่งให้ไข่โต ถึงแม้จะมีไข่เพิ่มขึ้น แต่ขนาดก็มักจะเล็กเกินไปเพราะโตไม่ทัน นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่การทำเด็กหลอดแก้วในครั้งแรกมักไม่ค่อยประสบความสำเร็จ) แต่หากใครที่เคยทำมาแล้ว และเปลี่ยนสถานพยาบาลที่จะทำ ให้จำปริมาณยาที่เคยฉีดสุดท้ายเอาไว้ หมอจะได้เริ่มต้นจากตรงนั้นได้เลย จะทำให้โอกาสที่จะได้ไข่เยอะขึ้นมีมากกว่า

ศาลเจ้าเทียงสี่เนี้ยว ซอยสันติ                        กรุณาโทร.นัดล่วงหน้า 1 วัน

อุ้ยเผี้ยว แซ่ลิ้ม

  1. ใช้วิธีของแพทย์แผนจีนช่วยเพื่อเตรียมร่างกายก่อน

ฮวงจุ้ยก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจจะมีส่วนช่วยได้ มากน้อยก็แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละท่าน แต่เราคิดว่าหากไม่ได้ยุ่งยากเรามากเกินไป การทำไปก็ช่วยเพิ่มกำลังใจให้อีกทาง ซึ่งข้อนี้ต้องลองปรึกษาผู้ที่รู้เรื่องฮวงจุ้ยดี ซึ่งปัจจุบันมีคนศึกษาเรื่องนี้เยอะมากขึ้น เราโชคดีมากที่มีพี่ที่ทำงานท่านรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี และให้คำแนะนำที่ดีมากๆ เพราะปกติตามหลัก ฮวงจุ้ย จะมีทิศที่เป็นทิศครอบครัว ทิศลูก ต้องดูว่าปีนี้ตรงกับทิศไหน ซึ่งทิศนั้นของบ้านจะต้องมีธาตุครบสมบูรณ์ทั้ง 5 ธาตฺ คือ ทอง น้ำ ไม้ ไฟ ดิน’ , และปริมาณธาตุต่างๆ ก็ต้องสมพงษ์กับธาตุของพ่อกับแม่ด้วย,, แต่ไม่ต้องถึงขนาดรื้อทำบ้านใหม่หรอกนะคะ ทองก็ไม่ได้หมายถึงต้องไปหาทองจริงๆ ไปวางทางทิศนั้นหรอกนะคะ แต่มีวัตถุตามหลักฮวงจุ้ยที่ใช้แทนกันได้ เช่น ก้อนหินกลมขาวแทนทอง, น้ำก็คือน้ำ อาจเป็นน้ำตกจำลอง หรืออ่างใส่น้ำก็ได้, ไม้ก็พวกต้นไม้หรือไม้ประดับก็ได้, ไฟ ก็คือดอกไม้สีแดงสีส้ม หรือสีสดๆ ที่เราชอบ, ดินก็คือดินหรือตุ๊กตาดินเผา ซึ่งต้องวางเป็นคู่ เป็นต้นค่ะ เห็นมั้ยคะว่าไม่ยากเลยที่จะหาวัตถุแทนธาตุต่างๆ มาวางให้ครบ สิ่งสำคัญคือต้องรู้ทิศ และต้องดูธาตุของพ่อและแม่ประกอบด้วยค่ะ

 

    1. คิดดี พูดดี ทำดี



ฝันที่เป็นจริง

สูตรรักสตรีสูงวัย
นางฟ้า....ตัวน้อย article
เปิดใจ "วิลลี่-เยลหลี" ลูกคนแรก ห้าปี สิบล้าน article
ฝันที่เป็นจริงของคุณอิ่งอ้อย
แฝดสามของครอบครัวอาเซน
ฝันของเรา
หกปีที่รอคอย
17 ปีที่รอคอย
ฝันที่เป็นจริง



Copyright © 2010 All Rights Reserved.

Home / แบบประเมินภาวะการมีบุตรยาก / รายชื่อคลีนิครักษาภาวะมีบุตรยาก  / คำนวณโอกาสในการตั้งครรภ์ / ตะกร้าสินค้า  / ติดต่อเรา / webboard

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-320-4799,02-721-3006, 081-446-8897


View My Stats